พ.ศ. 2552-55
พ.ศ.2549-51
พ.ศ.2546-48
พ.ศ.2543-45
พ.ศ. 2540-42

ข่าวสารสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 29/2542 สถานการณ์ด้านมลพิษของประเทศไทย ปี 2542

ข่าววันที่ 24 ธ.ค. 42

ข่าวสารสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 29 /2542 วันที่ 24 ธันวาคม 2542 สถานการณ์ด้านมลพิษของประเทศไทย ปี 2542
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ดร.ศักดิ์สิทธ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ด้านมลพิษของประเทศไทยในปี 2542 คุณภาพอากาศในประเทศไทย : ซึ่งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของประเทศไทย ตั้งแต่เดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2542 พบว่าฝุ่นละอองยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา แต่ระดับความรุนแรงได้ลดน้อยลง ส่วนก๊าซโอโซนมีค่าเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2542 และ 2541 พบว่า สถานการณ์คุณภาพอากาศในปี 2542 ดีกว่าในปี 2541 โดยมีปริมาณสารมลพิษน้อยกว่า และคาดว่าในปีสหัสวรรษหน้าแนวโน้มความรุนแรงของปัญหามลพิษทางอากาศจะลดน้อยลงอีก อันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องในการควบคุมการระบายสารมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ เช่น ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และสถานประกอบการต่างๆ ประกอบด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมีส่วนทำให้ กิจกรรมจากแหล่งกำเนิดที่สำคัญของสารมลพิษทางอากาศ เช่น การจราจร การก่อสร้าง รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการต่าง ๆ เป็นต้น ยังคงมีการชลอตัวอยู่
กรุงเทพมหานคร : คุณภาพอากาศในพื้นที่ทั่วไปและบริเวณริมถนน พบว่าฝุ่นละอองยังคงเป็นปัญหามลพิษหลัก ส่วนก๊าซโอโซน และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (เฉลี่ย 8 ชั่วโมง) มีปริมาณเกินมาตรฐานบ้างเล็กน้อย ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ยังคงมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ปริมณฑล : เนื่องจากปริมณฑลมีแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่คล้ายกับกรุงเทพมหานคร คือ มีการจราจรหนาแน่น มี โรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการเป็นจำนวนมาก ปัญหามลพิษทางอากาศหลักจึงได้แก่ ฝุ่นละออง ส่วนก๊าซโอโซนมีปริมารเกินมาตรฐานบ้างเล็กน้อย ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ยังคงมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ส่วนภูมิภาค : ในส่วนภูมิภาค ปัญหามลพิษทางอากาศหลักที่สำคัญคือฝุ่นละอองเช่นกัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ สงขลา รองลงมาคือก๊าซโอโซน สำหรับบางพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ เช่น สระบุรี ซึ่งมีการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเหมืองหิน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลักฝุ่นละออง จะมีปัญหามลพิษเรื่องฝุ่นขนาดเล็ก หรือในพื้นที่ แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหิน พบว่าในช่วงต้นปี 2542 ปริมาณฝุ่นละอองมีค่าสูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย มลพิษทางเสียง : จากผลการติดตามตรวจสอบระดับเสียงโดยทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันในปี 2542 (ค.ศ.1999) พบว่า บริเวณริมเส้นทางจราจร ทุกแห่งที่ตรวจวัดมีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐาน ระดับเสียงโดยทั่วไป (ค่าระดับเสียงเฉลี่ย (Leq) 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ) โดยบางจุดตรวจวัดนั้นมีค่าระดับเสียงเฉลี่ย (Leq) 1 ชั่วโมงเกิน 70 เดซิเบลเอทุกชั่วโมงตลอดวัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการได้ยินของประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณริม เส้นทางจราจรอย่างต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมง
แนวโน้มของปัญหาระดับเสียงบริเวณริมเส้นทางจราจร ในปี 2543(ค.ศ. 2000) คาดว่ายังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่องและอาจขยายตัวไปยังพื้นที่ที่มีเส้นทางจราจรตัดผ่านเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ปัญหาเสียงรบกวนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของการจราจร ทั้งทางบก และทางอากาศ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ
จากการสำรวจระดับเสียงจากยานพาหนะใช้งานซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดเสียงริมเส้นทางจราจรที่สำคัญในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2541 พบว่า ระดับเสียงจากรถยนต์เบนซินและรถจักรยานยนต์ มีรถที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานคิดเป็นร้อยละ 1 และร้อยละ 7 ตามลำดับ ส่วนระดับเสียงจากรถดีเซลบรรทุก และรถยนต์โดยสารรับจ้างไม่ประจำทางมีรถที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานร้อยละ 10 และร้อยละ 76 ตามลำดับ (มาตรฐานระดับเสียงจากยานพาหนะ ไม่เกิน 100 เดซิเพลเอ) ดังนั้นในปี 2543 ควรมีการควบคุมระดับเสียงจากรถยนต์โดยสารรับจ้างไม่ประจำทางซึ่งมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นการลดระดับเสียงริมเส้นทางจราจรได้ทางหนึ่ง
สำหรับสถิติการร้องเรียนเหตุเดือดร้อนรำคาญจากปัญหาเสียงรบกวนจากแหล่งกำเนิดประเภท การประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรม พื้นที่ก่อสร้าง และแหล่งบันเทิงมหรสพต่างๆ ในรอบปี 2542 มีจำนวนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา (ปี 2541 จำนวน 61 เรื่อง ปี 2542 (มกราคม - 7 ธันวาคม) จำนวน 62 เรื่อง) และจำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในปี 2543 เนื่องจาก ประชาชนจะมีการร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรฐานเสียงรบกวนที่จะใช้ในการตรวจวัดเสียงรบกวนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ
ความสั่นสะเทือน : ในรอบปีที่ผ่านมา ยังไม่เป็นปัญหามากสำหรับประชาชนโดยทั่วไป เว้นแต่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงการ ก่อสร้าง การประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม และบริเวณเหมืองหิน แนวโน้มในปี 2543 อาจเป็นปัญหาร้องเรียนเพิ่มมากขึ้นหากมีการกำหนดมาตรฐานและวิธีการตรวจวัดความสั่นสะเทือน ทั้งโดยทั่วไปและจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ทำให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องสามารถติดตามตรวจสอบปัญหาความสั่นสะเทือนได้
คุณภาพแม่น้ำทั่วประเทศ : จากผลการสำรวจคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำจืดที่สำคัญของประเทศ พบว่า แม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง และแม่กลอง มีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับเสื่อมโทรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่ผ่านมากรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ แม่น้ำท่าจีนตั้งแต่จังหวัดนครปฐมถึงสมุทรสาคร ส่วนแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมาชุมชนขนาดใหญ่ได้แก่ เขตเทศบาลก็มีปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการ ปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม อันอาจเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้ และใตช่วยฤดูแล้งยังพบปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีค่าต่ำลงกว่าระดับนที่สัตว์น้ำจะอาศัยอยู่ได้ ทั้งนี้พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ซึ่งมีปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากที่สุด ปริมาณความสกปรกกว่าครึ่งหนึ่งมาจากแหล่งกำเนิดจากชุมชน บางพื้นที่จะมีปัญหาน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดประเภท อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปศุสัตว์ ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำมากกว่าภาคอื่น แต่มีปริมาณความสกปรกค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ
การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วน โดยการจัดให้มีระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีคุณภาพน้ำได้มาตรฐานก่อนที่จะระบายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนได้ทำการเดินระบบแล้วจำนวน 31 แห่ง รอการส่งมอบ 8 แห่ง และกำลังก่อสร้างอยู่อีก 37 แห่ง รวมทั้งหมด 76 แห่ง กระจายอยู่ใน เขตเทศบาล 68 แห่ง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสมุทรปราการ 1 แห่ง นอกจากนี้ในอนาคตยังมี โครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้วอีกประมาณ 130 โครงการ หากในอนาคตชุมชนต่างๆ ได้เริ่มมีการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียชุมชนเพิ่มขึ้น ตามแผนปฏิบัติการในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ และแผนการจัดการ สิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด แนวโน้มคุณภาพน้ำในสหัสวรรษหน้า จะมีคุณภาพน้ำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้
การคาดการณ์คุณภาพน้ำในสหัสวรรษหน้า : เมื่อมีการจัดการด้านน้ำเสียในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี พ.ศ. 2549 คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ค่าปริมาณออกซิเจนละลายน้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น ปริมาณมลพิษมีแนวโน้มลดลง สำหรับแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง มีแนวโน้มคุณภาพเป็นไปตามเป้าหมายในปี พ.ศ. 2554 ถ้าสามารถลดภาระปริมาณความสกปรกในรูปของบีโอดี จากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ ได้ประมาณร้อยละ 70 สำหรับแม่น้ำในภาคกลางสายอื่นๆ พบว่าคุณภาพน้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการจัดการคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาระดับคุณภาพน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ดี หรือปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป
สำหรับในภาคตะวันออกนั้น เมื่อมีการจัดการคุณภาพน้ำโดยการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป แม่น้ำนครนายกมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประเภทที่ 2 (เพื่อการอุปโภคบริโภค การอนุรักษ์สัตว์น้ำและการประมง) แต่สำหรับในแม่น้ำบางปะกงและปราจีนบุรี โดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์คุณภาพน้ำประเภทที่ 3 (เพื่อการเกษตร) ยกเว้นในบางพื้นที่ที่มีแหล่งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ส่วนแม่น้ำระยอง ตราด และจันทบุรีแนวโน้มคุณภาพน้ำเช่นเดียวกัน แม่น้ำสายหลักในภาคใต้ ได้แก่แม่น้ำปากพนัง ตาปี-พุมดวง และปัตตานี พบว่าถ้ามีการจัดการคุณภาพน้ำโดย ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญ คุณภาพน้ำมีแนวโน้มดีขึ้นตามเป้าหมายในปี พ.ศ. 2549 ส่วนทะเลสาบสงขลานั้น เมื่อ ควบคุมน้ำทิ้งจากนากุ้งและน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียจากแหล่งชุมชนแล้วเสร็จก็จะสามารถรักษาคุณภาพน้ำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือแหล่งน้ำประเภทที่ 2 และ 3
แม่น้ำสายหลักภาคเหนือได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน คุณภาพน้ำโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ระดับพอใช้ และจะสามารถปรับปรุงให้อยู่ในเกณฑ์ดี ตามมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำประเภทที่ 2 และ 3 ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า ถ้ามีการจัดการของเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ ได้ตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง
แม่น้ำสายหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่แม่น้ำพอง ชี และมูล คุณภาพน้ำทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีปัญหาในช่วงที่ไหลผ่านโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง ถ้ามีการควบคุมการปล่อยของเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถดึงคุณภาพของแหล่งน้ำดังกล่าวจากประเภทที่ 3 - 4 ให้เป็นประเภทที่ 2 ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า
คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง : ปัญหามลพิษทางน้ำและความเสื่อมโทรมของแหล่งทรัพยากรน้ำบริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศในปัจจุบันยังคงมีปัญหาอยู่บ้างในพื้นที่แต่สถานการณ์ก็ไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต ถึงแม้จะมีสาเหตุมาจากการระบายของเสียจากแหล่งชุมชน กสิกรรม เกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กิจกรรมการท่องเที่ยว และจากการพัฒนาแหล่ง อุตสาหกรรมที่มีการระบายของเสียลงสู่แหล่งน้ำทะเลโดยไม่ผ่านกระบวนการบำบัดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการในบางแห่ง รวมทั้งการเกิดอุบัติเหตุมลพิษทางทะเลก็ตาม แต่จากผลการติดตามสำรวจคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ โดย กรมควบคุมมลพิษ ที่ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในปี พ.ศ. 2542 จำนวน 2 ครั้งๆ ละ 218 สถานี ใน 23 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล ทั้งในช่วงฤดูแล้งและช่วงฤดูฝน ที่ระยะ 100 เมตร และระยะ 500 เมตรจากชายฝั่ง พบว่าคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา มีเพียงพื้นที่บางแห่งเท่านั้นที่จะต้องให้ความสนใจและเพิ่มการติดตามตรวจสอบให้มากขึ้น อาทิ บริเวณพื้นที่แหลมศอก จังหวัดตราด บริเวณอ่าวไทยตอนใน โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากแม่น้ำบางปะกง ปากคลองบ้านแหลม - ปากคลองบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หาด บ้านปากปารา บ้านทุ้งริ้น จังหวัดสตูล และหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ที่มีคุณภาพน้ำทะเลไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง โดยเฉพาะการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม มากกว่า 1,000 หน่วย (เอ็ม.พี.เอ็น. ต่อ 100 มิลลิลิตร) ปริมาณออกซิเจนที่มีค่าน้อยกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ปริมาณสารอาหารสูงเกินมาตรฐานในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ที่อาจเป็นสาเหตุก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีหรือที่รู้จักกันในชื่อว่าปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ ได้
การป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากแหล่งชุมชน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กิจกรรมจากการทำประมง (แพปลา) การเพาะเลี้ยงสุกร น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมอื่นๆ นั้น การดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงในปัจจุบัน ได้มีการดำเนินการเพื่อกำหนดมาตรฐานน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิด เช่น ร่างมาตรฐานน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร ร่างมาตรฐานน้ำทิ้งจากแพปลา ร่างมาตรฐานน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงกุ้ง สำหรับใช้เป็นมาตรการในการกำหนดให้ผู้ประกอบต้องบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานก่อนระบายลงสู่แหล่งน้ำ การจัดให้มีระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียจากกิจกรรมชุมชน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กิจกรรมจากการทำประมง (แพปลา) การเพาะเลี้ยงสุกร และโรงงานอุตสาหกรรม จัดเป็นมาตรการหนึ่งในการแก้ปัญหา แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องกำหนดมาตรการต่างๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณภาพน้ำเป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งก่อนที่จะระบายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
การคาดการณ์และแนวโน้มคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในสหัสวรรษหน้า : เมื่อการจัดการปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ชุมชน ริมฝั่งทะเลและพื้นที่ชุมชนเขตเมืองต่างๆ เป็นไปอย่างเป็นระบบและเหมาะสมมากกว่าในปัจจุบันแล้ว ในอนาคตแนวโน้มของคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศทั้งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะบริเวษพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนใน และอีกหลายพื้นที่ของภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน จะมีคุณภาพน้ำทะเลที่ดีขึ้นและคาดว่าในปี พ.ศ. 2549 คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั้งหมดทั่วประเทศ จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ขยะมูลฝอยและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในสหัสวรรษหน้า : ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจากชุมชนทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2542 มีปริมาณใกล้เคียงกับรอบปีที่ผ่านมา คือ ประมาณ 13.6 ล้านตัน หรือ 37,250 ตันต่อวัน แต่อัตราการเพิ่มขยะมูลฝอย ประมาณร้อยละ 1 ทั้งนี้เนื่องจากสภาพการวิกฤติทางเศรษฐกิจ มีผลต่อสภาพการกิน การอยู่ การใช้ ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง อาจเนื่องมาจากการจ้างงานในเขตเมืองลดลง รวมทั้งมีผู้สนใจการนำของเสียมาใช้ประโยชน์โดยการใช้ซ้ำ และรวบรวมเพื่อแปรรูปใหม่เพิ่มมากขึ้น
การบริหารเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยทั้งจากบ้านเรือน แหล่งชุมชนและแหล่งสาธารณะ ยังมีปัญหาด้านประสิทธิภาพการรวบรวม อันเนื่องมาจากข้อกำจัดในการเก็บค่าบริการ ทำให้ไม่สามารถพัฒนารูปแบบการให้บริการได้ อย่างไรก็ตาม ในเขตเมืองมีอัตราการรวบรวมได้มาขึ้น โดยมีขยะมูลฝอยตกค้างลดลง
การกำจัดขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะมีลักษณะต่างคนต่างทำ โดยเขตปริมณฑล แต่ในเขตเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางความเจริญในระดับเทศบาลนคร เทศบาลเมือง จะมีการจัดสร้างสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยแบบถูกหลักสุขาภิบาล แต่ยังมีปัญหาในด้านการดำเนินงาน และดูแลรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากขาดการบริหาร จัดการทั้งในเรื่องงบประมาณดำเนินการ บุคลกร รวมทั้งยังขาดประสิทธิภาพในการจัดเก็บค่าธรรมเนียม และบางแห่งยังมีปัญหามวลชนต่อต้านการดำเนินการจัดการขยะมูลฝอย ตลอดจนการจัดหาที่ดินสำหรับก่อสร้างระบบค่อนข้างยากลำบาก
แนวทางการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยชุมชน ในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพแนวทางหนึ่ง คือ รูปแบบศูนย์การ จัดการขยะมูลฝอยชุมชนอย่างครบวงจร โดยเป็นการมุ่งเน้นให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกันนำขยะมูลฝอยมากำจัดร่วมกันอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ อันจะช่วยลดภาระค่าการลงทุน ลดปัญหาการจัดหาที่ดินกำจัดขยะมูลฝอย โดยเฉพาะชุมชนขนาดเล็ก อีกทั้งสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมลงทุนและดำเนินการ โดยรูปแบบการลงทุนและดำเนินการศูนย์การจัดการขยะมูลฝอยอาจทำได้หลายวิธี อาทิ เอกชนเป็นผู้ลงทุนและดำเนินการทั้งหมด รัฐร่วมลงทุนกับภาคเอกชน รัฐลงทุนก่อสร้างระบบและให้เอกชนดำเนินการ เป็นต้น
แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็นนโยบายการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ เพื่อให้มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานเป็นไปตามหลักวิชาการ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน การนำนโยบายจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรไปสู่การปฏิบัติจำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพในการบริหารจัดการ อาจจะมีการจัดตั้งในรูปแบบของสหการและต้องยึดหลักผู้ใดก่อให้เกิดมลพิษจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือจ่ายค่าเสียหาย และประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดตั้งศูนย์กำจัดมูลฝอยขึ้นนั้น ในส่วนของภาครัฐจะสามารถควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดการใช้พื้นที่สำหรับกำจัดขยะมูลฝอย ประหยัดค่าการลงทุนในการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอย โดยแต่ละพื้นที่สามารถรองรับขยะมูลฝอยจากชุมชนได้หลายแห่ง และลดข้อกำจัดด้านบุคลกรที่จะต้องใช้ในการบริหาร จัดการระบบ สำหรับประชาชนจะได้ประโยชน์ในส่วนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังได้รับผลตอบแทนจากโครงการด้วย
สารอันตราย : ในรอบปีนี้ ถึงแม้ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่สารเคมีซึ่งจัดว่าเป็นสารอันตรายได้ถูกนำเข้ามาใช้ในด้านต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และสาธารณสุข ยังคงมีอยู่อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของสารอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก และหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารอันตรายกันอยู่อย่างต่อเนื่อง และการคาดการณ์การใช้วัตถุอันตราย เคมีภัณฑ์ สารเคมีของประเทศไทยในสหัสวรรณหน้า จะยังคงมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม โดยมีแนวโน้มว่าการนำเข้าและการผลิตวัตถุอันตราย เคมีภัณฑ์ สารเคมีในอีก 10 ปีข้างหน้า จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่าหรือ 120 ล้านตัน โดยแต่ละปีจะเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 11% และเมื่อเปรียบเทียบจากตัวเลขในปี 2540 มีปริมาณการใช้ในประเทศถึง 77 ล้านตัน โดยเฉพาะสารเคมีที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในลักษณเดียวกัน ประเภทหรือกลุ่มของสารเคมีที่เพิ่มสูงขึ้นจะยังคงอยู่ในกลุ่มของเหลวไวไฟ ก๊าซ วัตถุมีพิษ ตามลำดับ ดังนี้แนวโน้มของปัญหาที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จะมีลักษณะดังนี้
1. จะมีความรุนแรงและผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการเกิดอุบัติภัยร้ายแรงจากสารอันตราย
2. จำนวนผู้เจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ทั่วประเทศเพิ่มสูงขึ้น
3. ปริมาณการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารอันตรายโดยเฉพระกลุ่มสารอินทรีย์ (Organic Chemical Substances) ที่มีความเป็นพิษสูง คงทนและเคลื่อนย้ายในสิ่งแวดล้อมตรวจพบได้ทั่วไปใน สิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากการพัฒนาการเกษตรจะเปลี่ยนไปในลักษณะการผลิตพืชน้อยชนิดลงในพื้นที่กว้างขวางและต้องการผลผลิตในปริมาณที่สูงขึ้น ตลอดจนการขาดแคลนเทคโนโลยีในการกำจัดสารเคมีกลุ่มสารอินทรีย์ที่มีการใช้ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ (Textiles and Clothing) และผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิค
เรื่องราวร้องทุกข์ด้านมลพิษและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในสหัสวรรษหน้า : ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2535 หนึ่งในอำนาจหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษถูกกำหนดไว้คือ "ดำเนินการเกี่ยวกับ เรื่องราวร้องทุกข์ด้านมลพิษ"
กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการรับแจ้งเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการต่างๆ ทั่วประเทศ และติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหา เหตุเดือดร้อนดังกล่าว ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาในปี 2542 ตั้งแต่ เดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2542 จำนวนเรื่อง ร้องเรียนทั้งสิ้น จำนวน 417 ราย โดยสามารถแบ่งตามประเภทของปัญหามลพิษ ดังนี้ มลพิษจากฝุ่นละออง จำนวน 212 เรื่อง กลิ่นเหม็น จำนวน 207 เรื่อง เสียงดัง จำนวน 62 เรื่อง กากของเสีย 93 เรื่อง น้ำเสีย จำนวน 71 เรื่อง และมลพิษอื่นๆ จำนวน 10 เรื่อง
แนวโน้มปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ด้านมลพิษที่เกิดขึ้น น่าจะยังคงมีสถิติใกล้เคียงกับที่ผ่านมา ทั้งนี้ในสหัสวรรษหน้า การดำเนินการเรื่องราวร้องทุกข์จะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากกรณีส่วนร่วมของประชาสังคม การปรับรื้อระบบราชการและการปรับปรุงกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น


ผู้ประสานงาน : นางอังคณา อภิวัฒน์มงคล (chai(dot)p(at)pcd(dot)go(dot)th)



หน้าแรก | เกี่ยวกับคพ. | ข้อมูลและบริการ | ประชาสัมพันธ์ | ดาวน์โหลด | ติดต่อเรา | Site Map Switch to PCD English home page
Copyright © 2004 by Pollution Control Department. All rights Reserved.