การตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ


จากผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในบรรยากาศของกรุงเทพมหานคร โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปรากฎว่า บริเวณริมถนนในกรุงเทพมหานครมีปริมาณมลพิษสูงกว่าพื้นที่อื่นทั่วไป สารมลพิษที่เป็นปัญหาหลักยังคงเป็นฝุ่นละอองขนาดใหญ่และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่มักจะก่อให้เกิดปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญ ส่วนฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ซึ่งจะเกาะตัวหรือตกตัวได้ในส่วนต่างๆของระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดการระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นๆ เช่น เนื้อเยื่อปอด หากได้รับปริมาณมากหรือในช่วงระยะเวลายาวนาน จะสะสมในเนื้อเยื่อปอดเกิดเป็นพังผืดหรือแผลขึ้นได้ รวมทั้งทำให้การทำงานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลงทำให้หลอดลมอักเสบ เกิดหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และมีโอกาสเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเนื่องจากติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้

ผลการศึกษาถึงแหล่งที่มาของฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร พบว่าร้อยละ 40 มีที่มาจากรถยนต์ที่ใช้อยู่บนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควันดำจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ดังนั้นมาตรการการห้ามใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสามารถลดปริมาณฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครได้

ควันดำคืออะไร
การตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ
คำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะคืออะไร
แผนที่แสดงการตั้งจุดตรวจจับและสถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ
ทำอย่างไร...เมื่อถูกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ
ผลการดำเนินงาน
ถาม...ตอบ


ควันดำคืออะไร

ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากควันดำ ซึ่งเป็นผงเขม่าสีดำขนาดเล็กที่เหลือจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล โดยควันดำที่เกิดจากรถยนต์นั้น มาจาก
  1. ระบบจ่ายน้ำมันไม่เหมาะสม
  2. ไส้กรองอากาศสกปรกเกิดการอุดตัน
  3. เครื่องยนต์เก่า ชำรุด ขาดการบำรุงรักษา
  4. บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนด
  5. ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาตรฐาน

การบำรุงรักษาเครื่องยนต์
  1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนดเวลา
  2. หมั่นทำความสะอาดหม้อกรองอากาศไม่ให้อุดตัน
  3. ตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่
  4. ตั้งองศาการจุดระเบิดตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต
  5. ตรวจสอบอุปกรณ์การฉีดน้ำมันตามกำหนดเวลา หรือเมื่อเครื่องยนต์มีอาการผิดปกติ เช่น เร่งเครื่องไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองช้า
  6. ปรับแต่งหัวฉีดเพื่อให้ฉีดน้ำมันได้เป็นฝอยละอองละเอียด ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สมบูรณ์ไม่เกิดควันดำ
  7. ตรวจสอบและทำความสะอาดระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
  8. หลีกเลี่ยงการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด
  9. เปลี่ยนเกียร์ตามความเร็วของรอบเครื่องยนต์
  10. นำรถเข้ารับการตรวจสอบกำลังอัดในกระบอกสูบ เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องยนต์สึกหรอมากแล้วหรือไม่ เครื่องยนต์ที่สึกหรอมากจะมีกำลังอัดต่ำและการเผาไหม้จะไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดมีควันดำมาก

รายการทุกสัปดาห์ทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน ทุก 1 ปี
1. ทำความสะอาดไส้เครื่องกรองอากาศ /
2. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง /
3. ทำความสะอาดไส้กรองน้ำมัน /
4. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ /
5. เปลี่ยนไส้กรองน้ำมัน /
6. ตรวจสอบหัวฉีดน้ำมัน /
7. ตรวจสอบระบบจ่ายน้ำมัน /

การตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ

1. กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งดำเนินการได้กับรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ได้แก่ รถกระบะ รถตู้ เป็นต้น โดยการออกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ (ห้ามใช้ชั่วคราว , ห้ามใช้เด็ดขาด) แก่รถยนต์ที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานกำหนด (ร้อยละ 50) ซึ่งในปี 2546 ได้เริ่มมาตรการนำร่องบนถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ระหว่างวันที่ 18 กันยายน - 17 ธันวาคม 2546 และในปี2547 (ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 47 เป็นต้นมา) ได้ขยายพื้นที่การตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำให้ครอบคลุมกรุงเทพมหานครวันละประมาณ 30 จุดตามจุดตรวจสอบตรวจจับของกองบังคับการตำรวจจราจร และในปัจจุบันมีสถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะจำนวน 7 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สถานีตำรวจนครบาลคู่ขนานลอยฟ้า และกองโรงงานช่างกลของกรุงเทพมหานครทั้ง 5 แห่ง

2. กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ดำเนินการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ได้แก่ รถยนต์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถโดยสารประจำทาง สัปดาห์ละ 3 วันคือ วันจันทร์, วันพุธ และวันศุกร์ โดยทำการพ่นเครื่องหมายคำสั่ง "ห้ามใช้" แก่รถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน และในปี 2547 กรมควบคุมมลพิษได้ประสานไปยังองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้เข้าร่วมดำเนินการด้วย โดยกรมการขนส่งทางบกจะออกคำสั่งห้ามใช้แก่รถโดยสารประจำทางที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน และหากว่ารถโดยสารประจำทางดังกล่าวเป็นรถร่วมบริการ ขสมก.จะดำเนินการโดยใช้กฎระเบียบและเงื่อนไขท้ายสัญญาประกอบการ ตั้งแต่การแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร จนถึงการบอกเลิกสัญญาประกอบการเดินรถ
กรมควบคุมมลพิษ  ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจรตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบกระดาษกรอง
วิธีการตรวจวัดควันดำ

  1. การเตรียมรถยนต์ก่อนการตรวจวัด
    1.1 จอดรถอยู่กับที่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง
    1.2 ปิดระบบเครื่องปรับอากาศ และระบบเบรกไอเสีย (ถ้ามี)
    1.3 เดินเครื่องยนต์ให้อยู่ในอุณหภูมิใช้งานปกติ
    1.4 ตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องยนต์ ถ้าพบอาการที่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย หรือไม่ปลอดภัย ให้ซ่อมแซมให้อยู่ในสถาพสมบูรณ์เสียก่อน
  2. เครื่องมือตรวจวัดที่ถูกต้องจะต้องทำเครื่องสะอาดและปรับแต่งเครื่องมือตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  3. วิธีการตรวจวัดควันดำ ให้เร่งเครื่องยนต์อย่างรวดเร็วจนสุดคันเร่ง พร้อมตรวจวัดควันดำขณะเริ่มเร่ง ให้ทำการวัดสองครั้ง ซึ่งค่าควันดำจะต้องแตกต่างกัน น้อยกว่าร้อยละ 5 โดยให้ใช้ค่าสูงสุดที่วัดได้เป็นเกณฑ์ตัดสิน
  4. มาตรฐานค่าควันดำจากท่อไอเสียของรถยนต์ ขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ (จอดอยู่กับที่) กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 50 (เมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบกระดาษกรอง) หรือไม่เกินร้อยละ 45 (เมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบวัดความทึบแสง)

คำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะคืออะไร

รถยนต์ที่ปล่อยควันดำ เกินร้อยละ 50 เมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบกระดาษกรอง หรือเกินร้อยละ 45 เมื่อตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดควันดำระบบวัดความทึบแสง จะถูกติดสติ๊กเกอร์ "ห้ามใช้รถชั่วคราว" หรือ "ห้ามใช้เด็ดขาด" พร้อมทั้งบันทึกหมายเลขทะเบียนลงในคอมพิวเตอร์เพื่อแจ้งไปยังนายทะเบียนของกรมขนส่งทางบกพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ขยายรูป-ห้ามใช้ชั่วคราว

ห้ามใช้ชั่วคราว คือ คำสั่งห้ามใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินกว่ามาตรฐานเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะนำรถไปแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีควันดำเป็นไปตามมาตรฐาน ภายในกำหนด 30 วัน
ขยายรูป-ห้ามใช้เด็ดขาด

ห้ามใช้เด็ดขาด คือ คำสั่งห้ามใช้รถยนต์อย่างเด็ดขาด เมื่อไม่นำรถยนต์ไปแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีควันดำ เป็นไปตามมาตรฐาน ภายในกำหนด 30 วัน นับจากวันที่มีคำสั่ง ห้ามใช้ชั่วคราว และจะเคลื่อนย้ายรถยนต์ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนเท่านั้น

รถยนต์ประเภทใดบ้างที่จะถูกห้ามใช้..หากมีค่าควันดำเกินมาตรฐานที่กำหนด

รถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ดังต่อไปนี้
  1. รถยนต์ส่วนบุคคล ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน หรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลซึ่งมิได้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เช่น รถกระบะหรือรถปิ๊กอัพ รถตู้ เป็นต้น
  2. รถยนต์สาธารณะ ได้แก่ รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด หรือรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน หรือ รถยนต์สาธารณะอื่นนอกจากรถยนต์โดยสารประจำทาง
  3. รถยนต์บริการ ได้แก่ รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า
  4. รถพ่วง
  5. รถบดถนน
  6. รถแทรกเตอร์

แผนที่แสดงการตั้งจุดตรวจจับและสถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ

แผนที่แสดงการตั้งจุดตรวจจับและสถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ
สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ ( 9.00 - 15.00 ทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ )

จุดที่ 1 กรมควบคุมมลพิษ
ซ.พหลโยธิน 7 (ซ.อารีย์) ถ.พหลโยธิน เขตพญาไท โทร. 0-2298-2616, 0-2298-2620
จุดที่ 2 สถานีตำรวจนครบาลคู่ขนานลอยฟ้า
ถ.ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ฝั่งขาเข้า (ใกล้ ถ.พุทธมณฑลสาย 2)
จุดที่ 3 กองโรงงานช่างกล (กทม.2, ดินแดง)
ถ.มิตรไมตรี ใกล้ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) โทร. 0-2246-1908
จุดที่ 4 ศูนย์ซ่อมกองโรงงานช่างกล สาขาดอนเมือง
ถ.พหลโยธิน บริเวณสถานธนานุบาลดอนเมือง โทร. 0-2532-0462
จุดที่ 5 ศูนย์ซ่อมกองโรงงานช่างกล สาขาประเวศ
ซ.สุภาพงษ์ 2 ถ.ศรีนครินทร์ (ตรงข้ามซีคอนสแควร์) โทร. 0-2361-5070
จุดที่ 6 ศูนย์ซ่อมกองโรงงานช่างกล สาขาราษฎร์บูรณะ
บริเวณที่จอดรถเก็บขยะมูลฝอย สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ โทร. 0-2871-4758
จุดที่ 7 ศูนย์ซ่อมกองโรงงานช่างกล สาขาภาษีเจริญ
โรงงานกำจัดมูลฝอย หนองแขม ถ.พุทธมณฑลสาย 3 โทร. 0-2444-2230

ทำอย่างไร...เมื่อถูกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ

เมื่อถูกคำสั่ง "ห้ามใช้ชั่วคราว"
  1. เมื่อถูกคำสั่ง "ห้ามใช้ชั่วคราว" เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์จะได้รับแบบ คพ.1 และถูกติดเครื่องหมาย "ห้ามใช้ชั่วคราว" บริเวณกระจกหน้ามุมบนด้านขวาของผู้ขับขี่
  2. เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์อาจใช้รถนั้นได้ เพื่อนำรถไปแก้ไขปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์ไม่ให้มีควันดำเกินมาตรฐาน หรือนำไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจวัดค่าควันดำ ภายหลังจากที่แก้ไขเครื่องยนต์แล้วเท่านั้น
  3. เมื่อแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์แล้ว ให้นำรถพร้อมแบบ คพ.1 และหลักฐานการแก้ไขปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์มาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจวัดค่าควันดำ เพื่อยกเลิกคำสั่ง "ห้ามใช้ชั่วคราว" ณ สถานที่ยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะที่กำหนด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจวัดค่าควันดำแล้วพบว่าไม่เกินมาตรฐานจะยกเลิกคำสั่ง "ห้ามใช้ชั่วคราว" ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์จะได้รับแบบ คพ.4 ไว้เป็นหลักฐาน
  4. ขั้นตอนการปฎิบัติตามข้อ 2 และ 3 จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันที่ถูกคำสั่ง "ห้ามใช้ชั่วคราว" หากเกินกำหนด 30 วันแล้ว ยังมีค่าควันดำเกินมาตรฐาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกคำสั่ง "ห้ามใช้เด็ดขาด" และติดเครื่องหมาย "ห้ามใช้เด็ดขาด" แทนเครื่องหมาย "ห้ามใช้ชั่วคราว"

เมื่อถูกคำสั่ง "ห้ามใช้เด็ดขาด"
  1. เมื่อถูกคำสั่ง "ห้ามใช้เด็ดขาด" เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์จะได้รับแบบ คพ. 1 และถูกติดเครื่องหมาย "ห้ามใช้เด็ดขาด" บริเวณกระจกหน้ามุมบนด้านขวาของผู้ขับขี่
  2. เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ไม่สามารถใช้รถนั้นอย่างเด็ดขาด นอกจากจะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้นำรถไปแก้ไขปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์เท่านั้น ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์จะได้รับหนังสืออนุญาตตามแบบ คพ. 2 ทั้งนี้การเคลื่อนย้ายรถเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์จะต้องใช้การลากจูงหรือวิธีอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดควันดำเท่านั้น
  3. เมื่อแก้ไขปรับปรุงเครื่องยนต์แล้ว ให้นำรถพร้อมแบบ คพ. 1 และเขียนคำร้องขอยกเลิกคำสั่ง "ห้ามใช้เด็ดขาด" ตามแบบ คพ. 3 ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ยกเลิกคำสั่ง ห้ามใช้ยานพาหนะที่กำหนด เพื่อขอให้ตรวจวัดค่าควันดำและยกเลิกคำสั่ง "ห้ามใช้เด็ดขาด" เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจวัดค่าควันดำแล้วพบว่าไม่เกินมาตรฐาน จะทำการยกเลิกคำสั่ง "ห้ามใช้เด็ดขาด" ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์จะได้รับแบบ คพ. 4 ไว้เป็นหลักฐาน

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้รถยนต์
  • การฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามใช้รถยนต์ของพนักงานเจ้าหน้าที่มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท (ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535)
  • ผู้ใดไม่หยุดรถเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหรือเข้าไปในรถยนต์หรือกระทำการใดที่จำเป็นเพื่อตรวจสอบเครื่องยนต์และอุปกรณ์ของรถยนต์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535)
  • ผู้ใดทำเครื่องหมาย (สติ๊กเกอร์) "ห้ามใช้ชั่วคราว" หรือ "ห้ามใช้เด็ดขาด" หลุด ฉีก หรือไร้ประโยชน์ มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา


ผลการดำเนินงาน


(1) การดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร และกรุงเทพมหานคร

ผลการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน

 


ตารางสรุปผลการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ
โดยการออกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ(ชั่วคราว) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ - 26 มีนาคม 2547

bgcolor="#339172">
ปี พ.ศ. เรียกตรวจ ห้ามใช้ชั่วคราว ร้อยละ ยกเลิกคำสั่งฯ ร้อยละ ยังไม่ยกเลิกคำสั่งฯ ร้อยละ
๒๕๔๖ ๖๓๑ ๓๒๑ ๕๐.๙ ๒๙๐ ๙๐.๓ ๓๑ ๙.๗
๒๕๔๗ ๒๖,๓๘๕ ๖,๔๘๑ ๒๔.๖ ๕,๐๓๖ ๗๗.๗ ๑,๔๔๕ ๒๒.๓
๒๕๔๘ ๓๖,๔๖๙ ๑๐,๒๕๗ ๒๘.๑ ๗,๗๙๒ ๗๖.๐ ๒,๔๖๕ ๒๔.๐
๒๕๔๙ ๑๓,๖๗๗ ๘,๓๗๐ ๖๑.๒ ๖,๙๖๐ ๘๓.๒ ๑,๔๑๐ ๑๖.๘
๒๕๕๐ ๑๐,๘๑๘ ๓,๓๕๗ ๓๑.๐ ๒,๘๑๕ ๘๓.๙ ๕๔๒ ๑๖.๑
๒๕๕๑ ๒,๐๗๔ ๙๒๖ ๔๔.๖ ๗๖๒ ๘๒.๓ ๑๖๔ ๑๗.๗
๒๕๕๒ ๗,๖๙๔ ๑,๖๖๐ ๒๑.๖ ๑,๕๐๔ ๙๐.๖ ๑๕๖ ๙.๔
๒๕๕๓ ๗,๓๘๒ ๑,๗๔๙ ๒๓.๗ ๑,๕๖๙ ๘๙.๗ ๑๘๐ ๑๐.๓
๒๕๕๔ ๑๒,๙๙๗ ๓,๒๐๐ ๒๔.๖ ๒,๘๕๙ ๘๙.๓ ๓๔๑ ๑๐.๗
รวม ๑๑๘,๑๒๗ ๓๖,๓๒๑ ๓๐.๗ ๒๙,๕๘๗ ๘๑.๕ ๖,๗๓๔ ๑๘.๕

 

ที่มา : ฝ่ายตรวจและบังคับการ, กรมควบคุมมลพิษ, มี.ค. 47
 
(2) การดำเนินงานของกรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ
ผลการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถโดยสารประจำทางที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน
ผลการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถโดยสารประจำทางที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522

รถยนต์ที่ตรวจสอบ
รถยนต์ที่ถูกคำสั่งห้ามใช้
รถยนต์ที่ยกเลิกคำสั่ง


ถาม...ตอบ


ถาม1. ในการตรวจวัดค่าควันดำ ทำไมต้องวัดแบบกดหรือเหยียบคันเร่งจนสุด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ใช่ลักษณะการขับขี่ตามปกติวิสัย?
ตอบในการใช้งานปกติ รถยนต์จะมีการบรรทุกคนหรือสิ่งของ และอยู่ในอัตราความเร็วระดับหนึ่ง แต่การที่เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบรถยนต์ขณะอยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่างและจอดสนิทอยู่กับที่นั้น รถยนต์หรือเครื่องยนต์ไม่ได้มีภาระดังกล่าว ดังนั้น การเร่งเครื่องยนต์อย่างรวดเร็วจนสุดคันเร่งพร้อมกับวัดค่าควันดำโดยทันทีนั้น เป็นวิธีการเพื่อจำลองหรือชดเชยภาระของรถยนต์ที่ควรจะมีอยู่ในขณะใช้งานจริง ทั้งนี้ การตรวจสอบด้วยวิธีการกดหรือเหยียบคันเร่งจนสุดก็เป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันอยู่ในต่างประเทศ อาทิเช่น สหรัฐอมเริกา
 
ถาม2. การตรวจสภาพรถยนต์ก่อนจดทะเบียนรถหรือต่อทะเบียนรถประจำปีของกรมการขนส่งทางบก ก็มีการตรวจสอบค่าควันดำอยู่แล้ว ทำไมจึงต้องมีการตรวจวัดตามบริเวณริมถนนอีก เป็นการทำงานซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่?
ตอบแม้ว่ากรมการขนส่งทางบกจะมีการตรวจสอบสภาพรถยนต์ก่อนที่จะจดทะเบียนหรือต่อทะเบียนรถประจำปีอยู่แล้วนั้น หากรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสภาพ หรือตรวจวัดมลพิษดังกล่าว มีการใช้งานหนัก มีการปรับแต่งเครื่องยนต์ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่บำรุงรักษาและดูแลเครื่องยนต์เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอแล้ว อาจทำให้มีควันดำที่สูงกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่สัญจรตามท้องถนนและบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียง ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่บริเวณริมถนน จึงเป็นการตรวจติดตามผลการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ และเสริมการทำงานของหน่วยงานรัฐอื่นๆ เพื่อให้ปริมาณรถยนต์ที่ปล่อยควันดำลดลง
 
ถาม3. รถยนต์ที่ถูกตรวจพบว่ามีค่าควันดำเกินมาตรฐาน จะสามารถนำรถคันดังกล่าวไปแก้ไขปรับปรุงได้ที่ใดบ้าง?
ตอบรถยนต์ที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน สามารถนำไปแก้ไขปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์ได้ที่ศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ทั่วไป หรือศูนย์บริการที่มีเครื่องหมาย "คลีนิกไอเสียมาตรฐาน" โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลศูนย์บริการที่มีเครื่องหมายดังกล่าวได้ที่ สำนักจัดการคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2298 2348
 
ถาม4. หากพบเห็นรถยนต์ควันดำ จะสามารถแจ้งไปที่หน่วยงานใดได้บ้าง?
ตอบเมื่อพบเห็นรถยนต์ควันดำ จะสามารถแจ้งรายละเอียด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ วัน เวลา และสถานที่ที่พบเห็น รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
  1. กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม โทร. 1584
  2. กองบังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร. 1179
  3. กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทร. 1650


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายตรวจและบังคับการ
กรมควบคุมมลพิษ
โทร. 0 2298 2620 โทรสาร 0 2298 2596
E-mail : jumphol(dot)k(at)pcd(dot)go(dot)th



กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม