คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ทั่วประเทศ
คุณภาพอากาศมลพิษทางเสียง

สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลสถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตรายการติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและเรื่องราวร้องทุกข์



คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศ

กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นแม่น้ำเป็นจำนวน 48 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 4 แหล่ง ได้แก่ กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหานและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา (ประกอบด้วย ทะเลน้อย ทะเลหลวง และทะเลสาบสงขลา) พบว่า แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี มีอยู่จำนวน 13 แหล่ง หรือเท่ากับร้อยละ 25 แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้มีอยู่จำนวน 12 แหล่ง หรือเท่ากับร้อยละ 23 แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมีอยู่จำนวน 15 แหล่ง หรือเท่ากับร้อยละ 29 และแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมากมีอยู่จำนวน 12 แหล่ง หรือเท่ากับร้อยละ 23 ส่วนแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ไม่ได้มีการตรวจวัดเนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นน้ำลำธารปราศจากน้ำทิ้งจากกิจกรรมทุกประเภท

เกณฑ์คุณภาพน้ำการใช้ประโยชน์จำนวน แหล่งน้ำร้อยละ
ดีมาก การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การอุปโภคและบริโภคโดยต้องผ่านการฆ่าเชื่อโรคตามปกติ--
ดี การอนุรักษ์สัตว์น้ำ การประมง การว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำ การอุปโภคและบริโภคโดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน1325
พอใช้ การเกษตร การอุปโภค และบริโภคโดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรค และปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน1223
ต่ำ การอุตสาหกรรม การอุปโภค และบริโภค โดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรค และปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นพิเศษก่อน1529
ต่ำมากการคมนาคม1223

แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก เช่น แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (จังหวัดนนทบุรี จนถึง ปากแม่น้ำจังหวัดสมุทรปราการ), แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง (อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จนถึง ปากแม่น้ำ จังหวัดสมุทรปราการ), แม่น้ำระยอง ลำตะคอง ตอนล่าง (ท้ายอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ไปจนถึง จังหวัดนครราชสีมา) เป็นต้น

แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เช่น แม่น้ำกวง, แม่น้ำน้อย, แม่น้ำพังราด, ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น

สำหรับเหตุการณ์ปัญหาคุณภาพน้ำที่เกิดขึ้นในปี 2543 ที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหามลพิษในแม่น้ำท่าจีน โดยในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม 2543 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ปลาในแม่น้ำตายเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ ในช่วงที่มวลน้ำเสียซึ่งมีความเข้มข้นสูงไหลผ่านตั้งแต่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรรบุรี ผ่านอำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และอำเภอกระทุ่มแบน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ทำให้น้ำบริเวณนั้นมี กลิ่นเหม็น และออกซิเจนละลายเกือบเป็นศูนย์ ในช่วงที่เกิดปัญหาดังกล่าว กรมควบคุมมลพิษ ได้ประสานกับกรมประมง กรมชลประทาน ตลอดจนจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนทั้ง 3 จังหวัด ในการสำรวจถึงสาเหตุของปัญหาคุณภาพน้ำ ประมวลผลกระทบความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนได้ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาในเหตุการณืครั้งนี้ และพบว่าสาเหตุของความเน่าเสีย เกิดจากการระบายน้ำเน่าเสียในพื้นที่นาข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี ลงสู่แม่น้ำท่าจีน ทั้งนี้เพื่อระบายน้ำที่ท่วมต้นข้าว ซึ่งกำลังออกรวงเต็มที่ และขังจนเกิดการเน่าเสีย เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ทุ่งสองพี่น้อง ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอบางปลาม้า อำเภออู่ทอง และอำเภอสองพี่น้อง รวมพื้นที่ประมาณ 132,000 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 21 ของพื้นที่ทำนาทั้งหมด เหตุจากมีฝนตกหนักมาก และการระบายน้ำที่ท่วมขังไม่ทันการณ์

ในแหล่งน้ำนิ่งซึ่งมีความวิตกกังวลกับ ปัญหาการเจริญเติบโต อย่างรวดเร็วของสาหร่าย และพืชน้ำ (Eutrophication) และอาจมีสาหร่ายบางชนิดที่มีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ทำให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการผลิตน้ำประปา เมื่อใช้แหล่งน้ำนั้นเป็นแหล่งน้ำดิบ กรมควบคุมมลพิษ จึงได้ดำเนินการ จ้างผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบปัญหาดังกล่าว พบว่า แหล่งน้ำที่มักเกิด Eutrophication เป็นประจำ ืคือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวง อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัด จังหวัดเชียงใหม่ กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา หนองหาร จังหวัด สกลนคร อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี การตรวจสอบระหว่าง เดือนเมษายน - กันยายน 2543 พบว่าสาหร่ายพิษ Microcystis aeruginosa ที่สร้างสารพิษ ไมโครซิสติน ซึ่งก่อให้เกิดตับอักเสบ และเร่งการเกิดมะเร็งในตับ แต่มีปริมาณของสารพิษไมโครซิสตินต่ำกว่า มาตรฐาน สำหรับน้ำดิบ เพื่อการประปาในทั้ง 6 แหล่งน้ำ ซึ่งมี มาตรฐานกำหนดให้มีค่าไม่เกินกว่า 0.1 ไมโครกรัม ต่อลิตร ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และปริมาณของเซลล์สาหร่ายชนิดนี้ต้องไม่เกิน 15,000 เซลล์ ต่อ มิลลิลิตร ตามมาตรฐานของออสเตรเลีย




คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ

จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ ทั้ง 2 ครั้ง โดยครั้งแรก ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน และครั้งที่สอง ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน โดยดัชนีคุณภาพน้ำที่ได้ทำการวิเคราะห์คือ ค่าความเป็นกรดและด่าง ค่าความโปร่งใส ค่าออกซิเจนละลายน้ำ ค่าโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด ค่าฟีคอลโคลิฟอร์ม ไนไตรท์-ไนโตรเจน ไนเตรท-ไนโตรเจน แอมโมเนีย-ไนโตรเจน ฟอสเฟส-ฟอสฟอรัส แคดเมียม ตะกั่ว ทองแดง แมงกานีส สังกะสี และสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางตัวพบว่า ตัวอย่างน้ำทะเลชายฝั่งที่เก็บสถานีต่าง ๆ ทั่วประเทศส่วนใหญ่ มีค่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานฯ (176 สถานี จาก 218 สถานี หรือ ประมาณร้อยละ 80 ) มีเพียง 42 สถานี (ประมาณร้อยละ 20) ที่มีคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งเกินเกณฑ์มาตรฐานฯ โดยพารามิเตอร์ที่เกินเกณฑ์มาตรฐานฯ ส่วนใหญ่ได้แก่ ค่าแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด รองลงมาได้แก่ค่าแอมโมเนีย-ไนโตรเจน และพื้นที่ที่พบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งเกินเกณฑ์มาตรฐานฯ ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณ ปากแม่น้ำ หรือปากคลองต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้งจากชุมชน แสดงให้เห็นถึงปัญหาการปนเปื้อนของน้ำทิ้งจากชุมชนลงสู่แหล่งน้ำทะเลชายฝั่งยังคงมีอยู่

สำหรับสถานการณ์การเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี ในปี พ.ศ. 2543 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบ การเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งที่สองเกิดขึ้นบริเวณหาดเจ้าสำราญ จังหวัดเพชรบุรี ครั้งที่สามเกิดขึ้นบริเวณหาดปึกเตียน จนถึงหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และครั้งที่สี่เกิดขึ้นบริเวณอ่างศิลาจนถึงเกาะลอย จังหวัดชลบุรี ซึ่งการเกิดปรากฏการณ์ น้ำทะเลเปลี่ยนสีที่เกิดขึ้นส่งผลทำให้สัตว์น้ำบริเวณที่เกิดเหตุตายนั้น ไม่พบแพลงค์ตอนที่มีพิษปนอยู่




คุณภาพอากาศของประเทศไทย ปี 2543

สถานการณ์คุณภาพอากาศของประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2543 พบว่าฝุ่นละอองยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญเหมือนทุกๆปี ที่ผ่านมา แต่ระดับความรุนแรงได้ลดลง ก๊าซโอโซนเกินมาตรฐานบ้างเป็นครั้งคราว แต่มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น และอาจจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศได้ต่อไปในอนาคต หากไม่มีการควบคุมที่ดี ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมมลพิษ กำลังเดินการศึกษา เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และปัจจัยที่ทำให้เกิดก๊าซโอโซน เพื่อกำหนดมาตรการในการแก้ไข และควบคุมก๊าซโอโซนได้อย่างถูกต้อง มีความคุ่มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2544

กรุงเทพมหานคร : มีแหล่งกำเนิดสารมลพิษทางอากาศหลักมาจากการจราจรที่หนาแน่น และการก่อสร้าง จึงต้องมีการตรวจสอบคุณภาพอากาศเป็นสองพื้นที่ คือ บริเวณพื้นที่ทั่วไป ซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิด และบริเวณริมถนนซึ่งใกล้กับแหล่งกำเนิดมากกว่า ดังนั้น บริเวณริมถนนจึงมีปัญหามลพิษทางอากาศรุนแรงกว่าบริเวณพื้นที่ทั่วไป ปัญหามลพิษทางอากาศหลักที่สำคัญก็ยังคงเป็นฝุ่นละออง แต่ได้บรรเทาลงจากอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากความร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดบฝุ่นรวมพบปริมาณสูงสุด 0.48 มก./ลบ.ม. (มาตรฐานฝุ่นรวมเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 0.33 มก./ลบ.ม.) พบที่ถนนสุขุมวิทบริเวณสี่แยกอ่อนนุช และถนนอาจณรงค์บริเวณห้าแยกคลองเตย ฝุ่นขนาดเล็กมีปริมาณสูงสุด 305 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐานฝุ่นขนาดเล็กเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 120 มคก./ลบ.ม.) พบที่ถนนอาจณรงค์ บริเวณห้าแยกคลองเตยเช่นกัน และก๊าซโอโซน มีปริมาณสูงสุด 203 ppb (มาตรฐานก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง = 100 ppb) พบที่บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนสารมลพิษอื่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ปริมณฑล : เนื่องจากปริมณฑล มีแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ ที่คล้ายกับกรุงเทพมหานคร คือมีการจราจรหนาแน่น ปัญหามลพิษทางอากาศหลักจึงได้แก่ฝุ่นละออง ซึ่งพบที่ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพพระประแดง จ.สมุทรปราการ สำหรับก๊าซโอโซนเกินมาตรฐานเกือบทุกสถานี ปริมาณสูงสุด 201 ppb พบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพวิทยาเขตรังสิต จังหวัดปทุมธานี ส่วนสารมลพิษอื่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ส่วนภูมิภาค : ปัญหามลพิษทางอากาศหลักที่สำคัญ คือฝุ่นละอองเช่นกัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ หรือ เขตพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งฝุ่นขนาดเล็กมีปริมาณสูงสุด 286 มคก./ลบ.ม พบที่โรงเรียนยุพราช จ.เชียงใหม่ ส่วนก๊าซโอโซน พบเกินมาตรฐานบ้างในบางสถานี ปริมาณสูงสุด 213 ppb พบที่ศูนย์เยาวชนเทศบาล อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนสารมลพิษอื่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน




มลพิษทางเสียง

ผลการติดตามตรวจสอบระดับเสียงโดยทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและภูมิภาค อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันในปี 2543 พบว่าบริเวณริมเส้นทางจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทุกแห่งมีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป (ค่าระดับเสียงเฉลี่ย (Leg) 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการได้ยินของประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณริมเส้นทางจราจรเป็นเวลานาน โดยเฉพาะริมถนนบำรุงเมือง ถนนพระราม 1 และถนนอรุณอัมรินทร์ พรานนก มีค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงเกิน 80 เดซิเบล

แนวโน้มของปัญหาระดับเสียงบริเวณริมเส้นทางจราจร ในปี พ.ศ. 2544 คาดว่ายังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง และอาจขยายตัวไปยังพื้นที่ที่มีเส้นทางการจราจรตัดผ่าน นอกจากนี้ปัญหาเสียงรบกวน จะมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของการจราจรทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

สำหรับสถิติการร้องเรียนเหตุเดือดร้อนรำคาญจากปัญหาเสียงรบกวนจากแหล่งกำเนิดประเภท การประกอบกิจการ โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ก่อสร้าง และแหล่งบันเทิงมหรสพต่างๆ ในรอบปี พ.ศ. 2543 (มกราคม - 18 ธันวาคม) มีจำนวน 69 เรื่อง และอาจมีแนวโน้มการร้องเรียนเพิ่มมากขึ้นในปี พ.ศ.2544 โดยเฉพาะกับโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่ยังไม่เปิดดำเนินการ ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนให้ความสำคัญ กับการประเมินเสียงรบกวนตามมาตรฐานเสียงรบกวนที่มีผลบังคับใช้ปลายปี พ.ศ.2543




สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดจากชุมชนทั่วประเทศในปี 2543 มีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ ประมาณ 13.8 ล้านตัน โดยอัตราการเพิ่มขยะมูลฝอย ไม่แตกต่างจากปีที่แล้วมากนัก คือร้อยละ 1 ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพการวิกฤตทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ ซึ่งมีผลต่อสภาพการกิน การอยู่ การใช้ ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง อาจเนื่องมาจากการจ้างงานในเขตเมืองลดลง รวมทั้งมีผู้สนใจการนำของเสียมาใช้ประโยชน์ โดยการใช้ซ้ำ และรวบรวม เพื่อแปรรูปใหม่ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากสถิติ พบว่า มีการนำขยะมูลฝอยชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ เพิ่มมากขึ้น ปี 2542 จาก 1.8 ล้านตัน เป็น 2.0 ล้านตัน และการใช้ประโยชน์จากของเสีย ในภาคอุตสาหกรรมประมาณการว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 5.1 ล้านตัน เป็น 5.4 ล้านตัน เนื่องจากมีการคัดแยก และรวบรวมขยะมูลฝอยที่มีศักยภาพ ในการนำกลับมาใช้ใหม่ของชุมชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการนำของเสียภาคอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ซึ่งประมาณการว่าในปี 2543 ปริมาณการใช้ประโยชน์ของเสียในภาคอุตสาหกรรม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 49

การบริการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอย ทั้งจากบ้านเรือน แหล่งชุมชน และแหล่งสาธารณะได้ สนับสนุนงบประมาณ ในการจัดซื้อรถเก็บขนมูลฝอยมากขึ้นโดยเฉพาะเมืองที่มีความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม ทำให้ในเขตเมืองมีอัตราการรวบรวมได้มากขึ้น มีผลให้ขยะมูลฝอยตกค้างลดลง ในส่วนการกำจัดขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองท้องถิ่น ได้สนับสนุนให้มีการก่อสร้างสถานที่กำจัดก่อสร้างอีกหลายแห่ง และในระยะยาว ได้มีการกำหนดรูปแบบศูนย์การจัดการขยะมูลฝอยชุมชนอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกัน นำขยะมูลฝอย มากำจัดร่วมกันอย่างถูกหลักสุขาภิบาล และสนับสนุนให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาท ร่วมลงทุน และดำเนินการ ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้กำหนดเป็นนโยบายการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ เพื่อให้มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานเป็นไปตามหลักวิชาการ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน




สถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตราย

ในรอบปีที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติภัยจากสารอันตรายถึง 19 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการรั่วไหล การเกิดเพลิงไหม้ และการระเบิด เป็นต้น สารอันอันตรายที่เกิดอุบัติภัยบ่อยครั้ง ได้แก่ ก๊าซแอมโมเนีย กรดไฮโดรคลอริก กรดซัลฟูริก โซดาไฟ รวมทั้งพลุและดอกไม้ไฟซึ่งมีส่วนประกอบของโปตัสเซียมไนเตรท กำมะถัน ดังเช่น กรณีการระเบิดของโรงงานผลิตดอกไม้ไฟ และแผงขายดอกไม้ไฟ ในจังหวัดเชียงราย และสมุทรสาคร ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 5 ราย บาดเจ็บสาหัสกว่า 80 ราย ทรัพย์สินเสียหายคิดเป็น มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะก่อให้เกิดปัญหาต่อชีวิต และทรัพย์สินแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ด้วย ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษ จึงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาข้างต้นโดย

  1. ประเมินพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยร้ายแรง โดยการประเมินอันตรายร้ายแรง และชี้บ่งพื้นที่เสี่ยงที่มีความรุนแรงของผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประชาชน และชุมชนสูงในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ ความเสี่ยงอันตราย จำนวน 915 โรงงาน ตาม พ.ร.บ. โรงงานฯ
  2. จัดตั้งคณะอนุกรรมการเครือข่ายจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย ภายใต้คณะกรรมการควบคุมมลพิษ เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการความเสี่ยง และสร้างเครือข่ายการตรวจสอบความปลอดภัยของกิจการที่ใช้สารเคมี ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
  3. จัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด โดยร่วมกับกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน การประเมินอันตราย โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และจัดทำแผนเสี่ยงภัย

ในด้านของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม พบว่าในช่วงที่ผ่านมามีปัญหา การลักลอบหลอมตะกั่วเถื่อน ในพื้นที่ จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การลดอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับผู้ประกอบโดบกรมสรรพสามิต กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ กรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกันพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การลดอัตราภาษีสรรพสามิต ให้กับผู้ประกอบการผลิตแบตเตอรี่ ที่ซื้อตะกั่วเก่า จากโรงงานหลอมตะกั่ว ที่มีกระบวนการผลิต ที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้เป็นวัตถุดิบ ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 30 ของตะกั่วที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด และกำหนดให้โรงงานหลอมตะกั่วต้องเรียกคืน ซากแบตเตอรี่จากผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถลด และป้องกันการลักลอบหลอมตะกั่วเถื่อน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้มีการเรียกคืนซากแบตเตอรี่เก่าเพิ่มมากขึ้น




การดำเนินการติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและเรื่องราวร้องทุกข์

กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการ แจ้งเรื่องร้องทุกข์ จากประชาชนผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษ ที่เกิดขึ้น จากการประกอบกิจการต่างๆ ทั้งประเทศ และติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายในรอบปี 2543 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นปัญหากลิ่นเหม็นถึง 246 เรื่อง ปัญหาฝุ่นละออง 90 เรื่อง เสียงดัง 69 เรื่อง น้ำเสีย 63 เรื่อง สารอันตราย 43 เรื่อง และขยะมูลฝอย 9 เรื่อง

สำหรับการติดตามตรวจสอบ แหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบ แหล่งกำเนิดมลพิษ อาคารประเภท ก. ในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต โดยร่วมกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งผลการตรวจสอบ พบว่า อาคารที่จัดเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ อาคารประเภท ก. จำนวนทั้งสิ้น 391 แห่ง โดยมีอาคารที่มีระบายน้ำทิ้งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ตามที่กฎหมายกำหนด จำนวน 95 แห่ง น้ำทิ้งเกินมาตรฐาน จำนวน 271 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก จำนวน 25 แห่ง ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีหนังสือเชิญเจ้าของ หรือผู้ครอบครอง แหล่งกำเนิด ที่มีการระบายน้ำทิ้ง เกินมาตรฐาน มาชี้แจงทำความเข้าใจ หากไม่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ให้ถูกต้อง จะดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป

การติดตามตรวจสอบ การจัดการมลพิษของนิคมอุตสาหกรรม และกิจการที่มีลักษณะคล้ายกัน ที่มีปัญหาค่อนข้างมาก จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ นิคมอุตสาหกรรมมาบตพุด นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เขตประกอบการอุตสาหกรรมวงแหวนชัชวาลและแสงประทีป เขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยซัมมิท เขตประกอบการอุตสาหกรรมแอล พี เอ็น และเขตประกอบการกลุ่มโรงงานฟอกหนัง กม.30 และ 34 พบว่า ยังคงมีปัญหาในการจัดการด้านน้ำเสีย อากาศเสีย และกากของเสีย หากเปรียบเทียบผลการติดตามตรวจสอบกับปี 2541 มีสัดส่วนของปัญหาใกล้เคียงกัน

และในรอบปี 2543 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับสารเคมี เกิดขึ้นมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้ม เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น กรณีสารโปแตสเซียมคลอเรตระเบิด ที่จังหวัดเชียงใหม่ คลังน้ำมันของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด ไฟไหม้ ที่จังหวัดชลบุรี ก๊าซฟอสจีนรั่วที่โรงงานไทยโพลีคาร์บอเนต จำกัด ฯลฯ กรมฯ จึงได้ มีการจัดตั้งคณะทำงานกรณีเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษ เพื่อสนับสนุนการแก้ไข ระงับ บรรเทา และฟื้นฟูบูรณะ ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ โดยตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 จนถึงปัจจุบัน มีเหตุฉุกเฉินรวม 31 ครั้ง เฉลี่ยประมาณเดือนละ 3 ครั้ง เป็นกรณีเหตุฉุกเฉินจากการรั่วไหลของสารเคมี 16 ครั้ง กรณีการลักลอบทิ้งกากสารเคมี 9 ครั้ง และกรณีเหตุฉุกเฉินทางน้ำ 6 ครั้ง ซึ่ง กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา อันได้แก่ การให้คำแนะนำ และสนับสนุน ในการประเมินสถานการณ์ การระงับบรรเทา ฯลฯ ทำให้สามารถลดผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี


ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
สิ่งพิมพ์: รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2543
สิ่งพิมพ์: สถานการณ์และการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง ปี 2543
สิ่งพิมพ์: รายงานสถานการณ์และการจัดการปัญหามลพิษทางน้ำ ปี พ.ศ.2543




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม