สถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2544


คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ทั่วประเทศ
คุณภาพอากาศมลพิษทางเสียง

สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลสถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตรายการติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและเรื่องราวร้องทุกข์



คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศ

ในปี พ.ศ. 2544 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นแม่น้ำจำนวน 47 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 4 แหล่ง ได้แก่ กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหานและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา (ประกอบด้วย ทะเลน้อย ทะเลหลวง และทะเลสาบสงขลา) พบว่า แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีมีอยู่จำนวน 9 แหล่ง หรือเท่ากับร้อยละ 18 แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้มีอยู่จำนวน 23 แหล่ง หรือเท่ากับ ร้อยละ 45 แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมีอยู่จำนวน 18 แหล่ง หรือ เท่ากับร้อยละ 35 และแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมากมีอยู่จำนวน 1 แหล่ง หรือเท่ากับร้อยละ 2

เกณฑ์คุณภาพน้ำการใช้ประโยชน์จำนวน แหล่งน้ำร้อยละ
ดีมาก การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การอุปโภคและบริโภคโดยต้องผ่านการฆ่าเชื่อโรคตามปกติ--
ดี การอนุรักษ์สัตว์น้ำ การประมง การว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำ การอุปโภคและบริโภคโดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน918
พอใช้ การเกษตร การอุปโภค และบริโภคโดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรค และปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน2345
ต่ำ การอุตสาหกรรม การอุปโภค และบริโภค โดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรค และปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นพิเศษก่อน1835
ต่ำมากการคมนาคม12

แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ได้แก่ แม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะในช่วงท่าจีนตอนล่าง (ตั้งแต่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมจนถึงปากแม่น้ำจังหวัดสมุทรสาคร) แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำในภาคกลาง ได้แก่ เจ้าพระยา ป่าสัก สะแกกรัง น้อย ลพบุรี และเพชรบุรี ภาคตะวันออกได้แก่ บางปะกง นครนายก ระยอง และประแสร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ ลำตะคองตอนล่าง (ท้ายอ่างเก็บน้ำลำตะคองไปจนถึงจังหวัดนครราชสีมา) ภาคเหนือได้แก่ ยม น่าน กวง กก และอิง ภาคใต้ได้แก่ ทะเลสาบสงขลา ทะเลหลวง และแม่น้ำตรัง

คุณภาพน้ำในปี 2544 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2543 พบว่า แหล่งน้ำบางแห่งที่เคยมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก เช่น แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง(จังหวัดนนทบุรีจนถึงปากแม่น้ำจังหวัดสมุทรปราการ) และลำตะคองตอนล่าง แหล่งน้ำเหล่านี้มีคุณภาพดีขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้พบว่าปริมาณน้ำท่าในปี 2544 ของแหล่งน้ำต่าง ๆ ส่วนใหญ่เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2543 ดังนั้นปริมาณน้ำที่ช่วยเจือจางสิ่งสกปรกในแหล่งน้ำจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น

แสดงพารามิเตอร์ที่เป็นสาเหตุให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมปัญหาคุณภาพน้ำที่เกิดขึ้นโดยภาพรวมทั้งประเทศแล้ว พบว่า สาเหตุเกิดจากการการระบายของเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะตามเมืองและแหล่งชุมชนใหญ่ ลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ตรวจพบการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มฟิคอลโคลิฟอร์มในปริมาณสูงเกินค่ามาตรฐานในช่วงที่แหล่งน้ำไหลผ่านชุมชนเมือง ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ แหล่งน้ำหลายแห่งโดยเฉพาะในภาคเหนือ มักมีความขุ่นสูงมาก สาเหตุเนื่อง มาจากสภาพธรรมชาติที่เป็นพื้นที่สูง ทำให้เกิดการกัดเซาะและพังทลายของดินลงสู่แหล่งน้ำ และจากการ ทำการเกษตรในที่สูง ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศในแหล่งน้ำ และยังทำให้กระบวนการผลิตน้ำประปามีค่าใช้จ่ายในการกำจัดตะกอนเพิ่มมากขึ้น

สำหรับแม่น้ำที่มีคุณภาพเสื่อมโทรมในปี 2544 ที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง เจ้าพระยา ตอนล่าง และแม่น้ำระยอง

ปริมาณโลหะหนัก ประเภทแคดเมียม โครเมียมทั้งหมด โครเมียมชนิดเฮ็กซาวาเล้นท์ แมงกานีส นิกเกิล ตะกั่ว สังกะสี และปรอท ใน 51 แหล่งน้ำสำคัญนี้ มีค่าต่ำถึงตรวจไม่พบ และไม่เกินกว่ามาตรฐาน




คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ

ในปี 2544 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งใน 23 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล โดยมีสถานีที่ตรวจวัดไม่น้อยกว่า 300 สถานี ตามชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำสำคัญ แหล่งเพาะ-เลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ หาดท่องเที่ยว 56 หาด และเกาะมากกว่า 10 เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งทำการตรวจวัดไม่น้อยกว่า 30 พารามิเตอร์ เช่น อุณหภูมิ ค่าออกซิเจนละลาย ตะกอน-แขวนลอย ค่าโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ไนเตรต ไนไตรท์ แอมโมเนีย ฟอสเฟต โลหะหนัก และสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เป็นต้น โดยนำค่าการตรวจวัดของคุณภาพน้ำแต่ละพารามิเตอร์มาประเมินกับมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง 7 ประเภท (เพื่อการสงวนและรักษาธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ นอกจากแหล่งปะการัง เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อการว่ายน้ำ เพื่อการกีฬาทางน้ำอย่างอื่น นอกจากการว่ายน้ำ และบริเวณแหล่งอุตสาหกรรม)

ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในปี 2544 พบว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสถานีที่ตรวจวัด มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานฯที่กำหนดทุกพารามิเตอร์ ส่วนสถานีอื่นๆ มีบางพารามิเตอร์ที่เกินมาตรฐานฯ เช่น ออกซิเจนละลายต่ำกว่ามาตรฐานฯ (44 สถานี) โดยพบบริเวณปากแม่น้ำ ปากคลอง แหล่งชุมชน ชุมชนชาวประมง สะพานปลา บริเวณแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางแห่ง และแหล่งอุตสาหกรรม (1.4-3.9 มิลลิกรัม ต่อลิตร) ทั้งนี้เนื่องจากช่วงต้นฤดูฝนน้ำจะชะล้างสิ่งสกปรกลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายต่ำลง น้ำมีสภาพขุ่นมาก และมีสีดำ แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มสูงเกินมาตรฐานฯ (29 สถานี) โดยพบบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง ตาปี และหาดบางแสน หาดป่าตอง หาดชาญดำริ (1,100-16,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร) เหล็ก และแมงกานีสสูงเกินมาตรฐานฯ (0.31-60.5, 0.11-2.51 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ) โดยพบตลอดแนวชายฝั่งของอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งบริเวณที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามเหล็กและแมงกานีสเป็นสารที่จำเป็นต่อพืชและสัตว์ ซึ่งจะส่งผลกระทบถ้ามีปริมาณสูงเกินไป แต่ผลกระทบไม่มากเนื่องจากไม่ใช่โลหะหนักที่เป็นพิษรุนแรง นอกจากนี้น้ำทะเลยังมีความขุ่นสูงกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการชะล้างจากแผ่นดินและการพังทะลายของชายฝั่ง ส่งผลให้ตะกอนแขวนลอยที่ตรวจวัดในหลายพื้นที่มีค่าสูงมาก (101-1,129 มก./ล.)

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือขยะที่พบบริเวณชายหาดและในทะเลรวมทั้งเกาะต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ถุงพลาสติก ขวดน้ำ ซึ่งพัดพามาจากปากแม่น้ำ พื้นที่ชุมชน หมู่บ้านประมงริมฝั่งทะเล จากเรือประมงและเรือต่าง ๆ สะพานปลา รวมทั้งจากกิจกรรมการท่องเที่ยวในบริเวณชายหาดต่าง ๆ และเกาะท่องเที่ยวด้วย

สำหรับสถานการณ์การเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี ได้เกิดขึ้นในปี 2544 รวม 6 ครั้ง ในจังหวัดชลบุรี (อ่างศิลา บางแสน ศรีราชา อ่าวอุดม เกาะสีชัง) ซึ่งแพลงค์ตอนพืชชนิดเด่นที่พบได้แก่ Ceratium furca (5 ครั้ง) และ Noctiluca scintillans (1 ครั้ง) และไม่มีรายงานความเสียหายต่อการทำการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งไม่พบแพลงค์ตอนชนิดที่เป็นพิษ

นอกจากนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลและแป้งมันสำปะหลังบริเวณเกาะสีชัง คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมในบริเวณแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และปัญหาน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการออกตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไขไปยังผู้ได้รับความเดือดร้อนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในรอบปี 2544 เกิดขึ้น 8 ครั้ง ที่จังหวัดระยอง 3 ครั้ง จังหวัดภูเก็ต 2 ครั้ง ในแม่น้ำเจ้าพระยา 2 ครั้ง และในคลองแสนแสบ 1 ครั้ง โดยน้ำมันที่รั่วไหลมีทั้งน้ำมันเตา น้ำมันดิบ และน้ำมันเครื่องที่ผ่านการใช้งานแล้ว

สำหรับน้ำมันที่พบบริเวณชายหาดจังหวัดภูเก็ต จะเป็นก้อนน้ำมัน (Tar ball) แพร่กระจายอยู่บริเวณหลาย ๆ ชายหาด ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษได้ให้การสนับสนุนข้อมูลการจัดการกับก้อนน้ำมันดังกล่าว และ การดำเนินการของภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหล

อุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลที่รุนแรงที่สุดในรอบปี 2544 เกิดจากการรั่วไหลของน้ำมันดิบ 30 ตัน บริเวณทุ่นรับน้ำมันนอกชายฝั่งของจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม กรมควบคุมมลพิษได้ให้การสนับสนุนข้อมูลในเรื่องการคาดการณ์แนวทางการเคลื่อนตัวของน้ำมันโดยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันและข้อมูลทางวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง




คุณภาพอากาศของประเทศไทย ปี 2544

สถานการณ์คุณภาพอากาศของประเทศไทยปี 2544 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน) พบว่า ฝุ่นละออง ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข เนื่องจากในปัจจุบันยังคงพบปริมาณเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ สำหรับก๊าซโอโซนพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในบางพื้นที่เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา สำหรับสารมลพิษอื่นมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

กรุงเทพมหานคร : ตรวจวัดทั้งบริเวณริมถนนและบริเวณพื้นที่ทั่วไปซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย พบว่าฝุ่นละออง เป็นปัญหาหลักทั้งสองพื้นที่ โดยพบว่าบริเวณริมถนนมีปัญหารุนแรงกว่าบริเวณพื้นที่ทั่วไปเนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดที่สำคัญ คือ ยานพาหนะ โดยพบฝุ่นขนาดเล็กมีปริมาณสูงสุด 184.5 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐาน 120 มคก./ลบ.ม.) พบที่ริมถนนอินทรพิทักษ์ บริเวณสถานีไฟฟ้าย่อยธนบุรี ส่วนฝุ่นรวมมีปริมาณสูงสุด 0.49 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มาตรฐาน 0.33 มก./ลบ.ม.) ที่บริเวณสนามกีฬาการเคหะชุมชนห้วยขวาง ทั้งนี้ อาจเกิดเนื่องจากมีการปรับปรุงพื้นผิวถนนบริเวณใกล้เคียง สำหรับก๊าซโอโซนพบเกินมาตรฐานบ้างเป็น ครั้งคราวบางสถานี โดยพบปริมาณสูงสุด 183.0 ppb (มาตรฐาน 100 ppb) บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนสารมลพิษอื่นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ปริมณฑล : ปัญหามลพิษทางอากาศหลักในพื้นที่เขตปริมณฑล คือ ฝุ่นละออง ซึ่งพบเกินมาตรฐานทุกสถานี โดยมีปริมาณสูงสุด 343.2 มคก./ลบ.ม. ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ สำหรับก๊าซโอโซนพบเกินมาตรฐานเกือบทุกสถานี ปริมาณสูงสุด 167.0 ppb พบที่แขวงการทางธนบุรี อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ส่วนสารมลพิษอื่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ส่วนภูมิภาค : ปัญหาหลัก คือ ฝุ่นละออง เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น โดยเฉพาะเขตเมืองอุตสาหกรรม โดยพบฝุ่นขนาดเล็กสูงสุดบริเวณสถานีอนามัยท่าสี อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง มีปริมาณ 327.9 มคก./ลบ.ม. ส่วนก๊าซโอโซนพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในบางพื้นที่โดยเฉพาะภาคตะวันออก โดยพบปริมาณสูงสุด 121.0 ppb บริเวณสถานีดับเพลิงอ่าวอุดม แหลมฉบัง จ.ชลบุรี ส่วนสารมลพิษอื่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน




มลพิษทางเสียง

ประชาชนที่อยู่หรืออาศัยอยู่บริเวณที่มีระดับเสียงเกินเกณฑ์มาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป (มากกว่า 70 เดซิเบลเอ) ในระยะยาวอาจได้รับผลกระทบต่อระบบการได้ยินได้ ซึ่งเราอาจระบุแหล่งกำเนิดเสียงได้ชัดเจนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ประโยชน์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ จากการติดตามตรวจสอบสถานการณ์มลพิษทางเสียง บริเวณริมเส้นทางจราจรและพื้นที่ทั่วไปในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด ในปี 2544 มีผลดังนี้

ระดับเสียงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : ระดับเสียงบริเวณริมเส้นทางจราจรในกรุงเทพมหานคร หลายจุดยังคงเกินมาตรฐาน โดยบริเวณที่มีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง มากกว่า 80 เดซิเบลเอ ทุกวันตลอด 1 สัปดาห์ที่ทำการตรวจวัด ได้แก่ บริเวณ ถ. บำรุงเมือง ถ.ตากสิน ถ.สุขสวัสดิ์ และ ถ.สุขุมวิท ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 80.4 - 83.6 เดซิเบลเอ ส่วนบริเวณที่มีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง มากกว่า 70 เดซิเบลเอ ทุกวันที่ตรวจวัด ในช่วงเวลา 1 ปี* ได้แก่ ถ.ตรีเพชร ถ.ดินแดง ถ.ลาดพร้าว ถ.อินทรพิทักษ์ และ ถ.วงเวียน โอเดียน ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 70.8 - 88.7 เดซิเบลเอ สำหรับปริมณฑลที่ จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรสาคร มีระดับเสียงเกินมาตรฐานเพียงร้อยละ 13 และ ร้อยละ 3 ตามลำดับ

บริเวณพื้นที่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ บริเวณสถานที่ราชการ สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่มีระดับเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับบริเวณริมคลองแสนแสบซึ่งมีการเดินเรือโดยสารระหว่างเวลา 05.30-19.00 น.

ระดับเสียงในต่างจังหวัด : ในพื้นที่ต่างจังหวัดพบว่าบริเวณที่มีปัญหาระดับเสียงริมเส้นทางจราจรมากที่สุดคือ บริเวณถนนหน้าพระลาน จ.สระบุรี ซึ่งมีค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินค่ามาตรฐานเกือบทุกวันคิดเป็น ร้อยละ 80 ของจำนวนวันที่ตรวจวัด ซึ่งมีค่าระดับเสียงอยู่ระหว่าง 69.4 - 74.0 เดซิเบลเอ รองลงมาคือ บริเวณถนนหน้าเทศบาลเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา บางวันมีค่าระดับเสียงสูงถึง 86.8 เดซิเบลเอ แต่จำนวนวันที่มีค่าระดับเสียงเกินมาตรฐานไม่ถึงร้อยละ 25

สำหรับบริเวณพื้นที่ทั่วไปในต่างจังหวัด บางแห่งมีระดับเสียงค่อนข้างสูงในบางวัน ซึ่งตลอดปี 2544 มีค่าอยู่ระหว่าง 51.8 - 84.3 เดซิเบลเอ บริเวณที่มีระดับเสียงสูงที่สุด คือ สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดชลบุรี โดยมีค่าระดับเสียงเกินเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 39 ของจำนวนวันที่ตรวจวัด เนื่องจากกิจกรรมการสูบน้ำ




สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

ในปี 2544 ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจากชุมชนทั่วประเทศมีปริมาณไม่แตกต่างจากปีที่แล้วมากนัก คือประมาณ 13.9 ล้านตัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ดีขึ้น ทำให้การอุปโภคบริโภคของประชาชนไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และพบว่ามีการนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งที่อยู่ในรูปของการจัดตั้งธนาคารขยะ ผ้าป่ารีไซเคิล ตลาดนัดรีไซเคิล ฯลฯ รวมทั้งนำขยะอินทรีย์มาหมักทำปุ๋ยโดยเพิ่มขึ้นจากปี 2543 จำนวน 2 ล้านตัน เป็น 2.1 ล้านตันในปี 2544 หรือคิดเป็นอัตราการนำขยะมูลฝอย มาใช้ประโยชน์ร้อยละ 15 ส่วนการใช้ประโยชน์ของเสียในภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 5.4 ล้านตันในปีที่ผ่านมาเป็น 5.7 ล้านตัน

ในการให้บริการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยทั้งจากบ้านเรือนแหล่งชุมชนและแหล่งสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ขยะมูลฝอยตกค้างลดลง ส่วนการกำจัดขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีการก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยแบบถูกหลักสุขาภิบาลเพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวน 60 แห่งทั่วประเทศ และกำลังดำเนินการก่อสร้างอีก 40 แห่ง




สถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตราย

ในรอบปีที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2544 ได้เกิดอุบัติเหตุจากสารเคมี 24 ครั้ง โดยเกิดอุบัติเหตุที่มีเพลิงไหม้ 5 ครั้ง สารเคมีรั่วไหล 17 ครั้ง ระเบิด 2 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 คน บาดเจ็บ 160 ราย และทรัพย์สินเสียหายมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ในพื้นที่ 10 จังหวัด พื้นที่ที่มีสถิติการเกิดเหตุมากที่สุดได้แก่จังหวัดระยองและกรุงเทพมหานครจังหวัดละ 6 ครั้ง รองลงมา ได้แก่ จังหวัดชลบุรี 5 ครั้ง ส่วนจังหวัดอื่น ๆ อีก 7 จังหวัด ๆ ละ 1 ครั้ง ได้แก่ สมุทรปราการ สุพรรณบุรี สงขลา กำแพงเพชร นครราชสีมา อยุธยา และลพบุรี ลักษณะอุบัติเหตุที่เกิดจากสารเคมีในปี 2544 ส่วนใหญ่เกิดจากการขนส่งสารเคมี 14 ครั้ง เกิดใน โรงงานอุตสาหกรรม 4 ครั้ง โกดังเก็บสารเคมี 2 ครั้ง และเป็นการลักลอบทิ้งกากของเสีย 4 ครั้ง อุบัติภัย ครั้งที่สำคัญที่เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์ร้ายแรงมากที่สุด คือ การระเบิดของคลังแสงกรมสรรพาวุธที่ 5 อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานผลิตสีและผสมสารเคมี บริษัทจีเอฟ ประเทศไทย จำกัด อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

ในด้านของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม ในปี 2544 มีโรงงานปรับสภาพของเสียรวม โรงานประเภท101ที่สามารถให้บริการกำจัดและนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ทั้งหมด 5 แห่ง สามารถให้บริการได้รวม 0.2 ล้านตัน หรือเพียงร้อยละ 15 ของปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจึงยังปรากฏในพื้นที่ต่าง ๆ

ในการดำเนินงานเพื่อผลักดันให้มีการสร้างศูนย์กำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมได้เริ่มขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการสร้างเตาเผากากอุตสาหกรรมบางปู ขนาด 15,000 ตัน/ปี คาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2547 และโครงการปรับปรุงศูนย์บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมแสมดำ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2546 ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นดำเนินการก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการขยายพื้นที่ฝังกลบศูนย์บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง (GENCO) ให้สามารถฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ส่วนขยายได้ 92,000 ตันต่อปี โดยมีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี ซึ่งจะเปิดดำเนินการในปี 2545 และบริษัทปูนซิเมนต์หลายแห่งได้เริ่มดำเนินการนำของเสียอุตสาหกรรมประเภทน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในอุตสาหกรรมผลิตปูนซิเมนต์เพิ่มขึ้นโดยในปี 2544 ได้ดำเนินการทดลองเผาแล้ว 30,000 ตัน

ในส่วนของมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 15,300 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของของเสียอันตรายจากชุมชน ได้มีการคัดแยก ขนส่ง และกำจัดอย่างเป็นระบบมากขึ้นโดยเฉพาะที่เตาเผามูลฝอยติดเชื้อแบบศูนย์กลางของราชการส่วนท้องถิ่นทั้ง 7 แห่ง ได้แก่กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครหาดใหญ่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เทศบาลสมุทรสาคร เทศบาลเมืองภูเก็ต เทศบาลนครขอนแก่น และเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีและโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ อีก 22 แห่ง ซึ่งเป็นศูนย์กำจัดมูลฝอยติดเชื้อระดับจังหวัด สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีระบบกำจัดมูลฝอยติดเชื้อแบบศูนย์กลาง ได้มีแผนการก่อสร้างระบบกำจัดมูลฝอยติดเชื้อแบบศูนย์กลางขึ้นจำนวน 47 แห่ง และมีแผนการก่อสร้างเตาเผามูลฝอยติดเชื้อของโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกลอีก 75 แห่ง ภายในระยะเวลา 5 ปี

ส่วนการดำเนินงานตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษได้นำเรื่องการให้ภาคยานุวัติสารในอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตราย และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ (Rotterdam Convention on the Prior Informed Consent Procedure for Certain Hazardous Chemicals and Pesticides in International Trade) เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยให้ภาคยานุวัติสารในอนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ แล้วเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 การเข้าร่วมอนุสัญญาฯ ดังกล่าวทำให้เกิดความร่วมมือและรับผิดชอบระหว่างประเทศใน เรื่องการค้าสารเคมีอันตราย 27 ชนิด เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมจากสารอันตรายของสารเคมี และส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างไม่เป็นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อมเนื่องจากจะต้องมีการแจ้ง หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของสารเคมีแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจของชาติได้ทราบถึงการนำเข้า ส่งออกสารเคมีอันตรายต้องห้ามหรือกำจัดการใช้อย่างเข้มงวด และสูตรผสมของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่เป็นอันตรายอย่างร้ายแรง




การดำเนินการติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและเรื่องราวร้องทุกข์

กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการแจ้งเรื่องร้องทุกข์ จากประชาชนผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจารต่าง ๆ ทั่วประเทศ และติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายในรอบปี 2544 ส่วนใหญ่เป็นปัญหากลิ่นเหม็น 252 เรื่อง ปัญหาฝุ่นละออง 123 เรื่อง เสียงดัง 61 เรื่อง น้ำเสีย 91 เรื่อง สารอันตราย 28 เรื่อง และขยะมูลฝอย 13 เรื่อง

ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะ ร่วมดำเนินการโดย 3 หน่วยงาน คือ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร มีจุดประสงค์เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ และเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามแผนร่วมตรวจสอบตรวจจับยานพาหนะที่มีมลพิษเกินมาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 50 เขต ตลอดจนการ ชี้แจง ตอบข้อซักถาม และทำความเข้าใจกับประชาชนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจจราจร เจ้าหน้าที่จากกรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ โดยแบ่งการฝึกอบรมเป็น 3 รุ่น รวมจำนวนผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 240 ท่าน


ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
สิ่งพิมพ์: รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2544
สิ่งพิมพ์: สถานการณ์และการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง ปี 2544




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม