สถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2545


คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ทั่วประเทศ
คุณภาพอากาศมลพิษทางเสียง

สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลสถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตรายการติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและเรื่องราวร้องทุกข์แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2546



คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศ

ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำประเทศไทย จากแม่น้ำ 49 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 4 แหล่ง ได้แก่ กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหาน และทะเลสาปสงขลา พบว่าอยู่ในเกณฑ์ ดีร้อยละ 40 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ร้อยละ 25 อยู่ในเกณฑ์ ต่ำร้อยละ 32 และอยู่ในเกณฑ์ ต่ำมากร้อยละ 3

เกณฑ์คุณภาพน้ำการใช้ประโยชน์ร้อยละ
ดีมาก การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การอุปโภคและบริโภคโดยต้องผ่านการฆ่าเชื่อโรคตามปกติ-
ดี การอนุรักษ์สัตว์น้ำ การประมง การว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำ การอุปโภคและบริโภคโดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน40
พอใช้ การเกษตร การอุปโภค และบริโภคโดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรค และปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน25
ต่ำ การอุตสาหกรรม การอุปโภค และบริโภค โดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรค และปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นพิเศษก่อน32
ต่ำมากการคมนาคม3

ปัญหาคุณภาพน้ำที่เกิดขึ้นโดยภาพรวม มีสาเหตุจากการระบายของเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะตามเมืองที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชนใหญ่ที่อยู่ริมน้ำ ทำให้ตรวจพบการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มฟิคอลโคลิฟอร์มในปริมาณสูงเกินค่ามาตรฐาน และปริมาณออกซิเจนละลายลดต่ำกว่าระดับมาตรฐานได้แก่ ช่วงที่น้ำไหลผ่านชุมชนเมือง โรงงานอุตสาหกรรม และกิจกรรมการเกษตร โดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงสุกร ที่มีความหนาแน่นมากในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำบางปะกง ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ แหล่งน้ำหลายแห่งมีปริมาณความขุ่นสูงมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือ สาเหตุมาจากสภาพธรรมชาติที่เป็นพื้นที่สูงและจากการทำการเกษตรในที่สูง ทำให้เกิดการกัดเซาะและพังทะลายของหน้าดินลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศในแหล่งน้ำ และยังทำให้กระบวนการผลิตน้ำประปามีค่าใช้จ่ายในการกำจัดตะกอนเพิ่มขึ้น รวมทั้งเกิดการตื้นเขินของลำน้ำ ซึ่งทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการขุดลอกคลอง




คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ

จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2545 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ร้อยละ 47 อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 36 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 11 และอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 6 แต่ยังไม่พบว่ามีสถานที่ที่มีคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งเสื่อมโทรมมาก ส่วนใหญ่พื้นที่ที่คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมจะพบในอ่าวไทยตอนใน บริเวณปากแม่น้ำสายหลัก 4 สาย และมีจำนวนสถานที่ที่เสื่อมโทรมมากที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ ปากแม่น้ำระยอง ปากคลองบ้านแหลม ปากคลองบ้านบางตะบูน และปากแม่น้ำปัตตานี ซึ่งแหล่งรองรับของเสียที่พัดพามาจากกิจกรรมต่างๆ บนฝั่งลงมาสะสมที่ปากแม่น้ำดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 2545 ได้แก่ ปัญหาคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งเสื่อมโทรม การเกิดปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬ อุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลที่ระยอง เป็นต้น




คุณภาพอากาศของประเทศไทย

พบว่าคุณภาพอากาศไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนัก โดยปัญหามลพิษทางอากาศหลักยังเป็นฝุ่นขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน หรือ PM10 ซึ่งพบเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ปัญหารองลงมาก คือ ก๊าซโอโซน พบเกินมาตรฐานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนฝุ่นรวมหรือฝุ่นขนาดไม่เกิน 100 ไมครอน ซึ่งตรวจวัดเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครนั้น พบว่ามีปัญหาเล็กน้อย สำหรับสารมลพิษประเภทอื่น ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

กรุงเทพมหานคร : มลพิษทางอากาศที่พบเกินมาตรฐานในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ฝุ่นขนาดเล็ก ก๊าซโอโซน ฝุ่นรวม และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ส่วนสารมลพิษอื่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยในบริเวณริมถนนจะมีปัญหามากกว่าบริเวณพื้นที่ทั่วไป เนื่องจากยานพาหนะเป็นแหล่งกำเนิดหลัก ส่วนบริเวณพื้นที่ทั่วไป พบว่าก๊าซโอโซนเป็นปัญหาหลัก ซึ่งเกินมาตรฐานเกือบทุกสถานีที่ตรวจวัด สำหรับฝุ่นขนาดเล็กเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว ส่วนสารมลพิษอื่น ได้แก่ ฝุ่นรวม ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และบริเวณริมถนนในกรุงเทพมหานครมีปริมาณมลพิษสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป เนื่องจากมียานพาหนะเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญ ในปี 2545 ยังคงพบสารมลพิษบางชนิดเกินมาตรฐาน เช่น ฝุ่นรวม และฝุ่นขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังพบ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และก๊าซโอโซน เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในบางสถานี ส่วนสารมลพิษอื่นๆ ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ปริมณฑล : พบว่าก๊าซโอโซน เป็นสารมลพิษทางอากาศหลัก รองลงมาคือ ฝุ่นขนาดเล็ก ส่วนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในบางสถานี สำหรับสารมลพิษอื่นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบค่าสูงสุดเกินมาตรฐานเกือบทุกสถานี ยกเว้นบริเวณศาลากลางจังหวัดสมุทรสาครและมหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม โดยตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 12.7-293.4 มคก./ลบ.ม. บริเวณที่มีปัญหามากที่สุด คือ จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากพื้นที่ ดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะ ทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 0-175.0 ppb พบสูงสุดบริเวณมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี

ส่วนภูมิภาค : พื้นที่ต่างจังหวัดของประเทศไทย มีฝุ่นละอองเล็กเป็นปัญหาหลัก รองลงมา คือ ก๊าซโอโซน สำหรับสารมลพิษอื่นยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยปริมาณสารมลพิษทางอากาศที่ตรวจวัดได้ในพื้นที่ต่างจังหวัดจะแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิดที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ เช่น อำเภอหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี มีอตสาหกรรมโม่บดและย่อยหิน พื้นที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีกิจกรรมการทำเหมืองถ่านหิน ซึ่งส่งผลให้มีปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ดังกล่าว




มลพิษทางเสียง

พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก โดยเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 เดซิเบลเอ มีเพียงบางสถานีที่แสดงความแตกต่างของข้อมูลอย่างเด่นชัด กล่าวคือ แตกต่างกันเกินกว่า 5 เดซิเบลเอ

กรุงเทพมหานคร :จากผลการตรวจวัดระดับเสียงริมเส้นทางจราจร ในกรุงเทพมหานคร พบว่าค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่งโมง ของทุกจุดตรวจวัดอยู่ในช่วง 65.7 ถึง 83.6 เดซิเบลเอ ซึ่งระดับเสียงที่ตรวจวัดได้ส่วนใหญ่ดังเกินกว่ามาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป (ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) เรื่องกำหนดมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป ซึ่งกำหนดว่าค่าระดับเสียงโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 70 เดซิเบลเอ) มีเพียงสถานีบริเวณการไฟฟ้าย่อยธนบุรี และสนามกีฬาการเคหะห้วยขวาง ที่พบระดับเสียงต่ำกว่ามาตรฐานในบางเวลาที่ตรวจวัด ซึ่งร้อยละ 1 ของข้อมูลทั้งหมดที่ตรวจวัดได้ที่การไฟฟ้าย่อยธนบุรี มีค่าต่ำกว่ามาตรฐาน และที่สนามกีฬาการเคหะห้วยขวาง พบร้อยละ 9 ของจำนวนข้อมูลทั้งหมดมีค่าเกินมาตรฐาน

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลระดับเสียงในปี 2543 และ 2544 พบว่า ระดับเสียงริมเส้นทางจราจรไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด ยกเว้นสถานีพาหุรัด มีระดับเสียงโดยเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสุงสุด ลดลงจากปีที่แล้ว ประมาณ 8 เดซิเบล และสถานีริมรั้วการเคหะชุมชมเดินแดง มีระดับเสียงเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10 เดซิเบล

การตรวจวัดระดับเสียงโดยทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร ระหว่างเดือนมกราคม ถึง ตุลาคม พบว่า ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 54.2 ถึง 98.4 เดซิเบลเอ โดยข้อมูล ณ สถานที่วงเวียน 22 กรกฏา และสถานีการไฟฟ้าย่อยธนบุรี พบร้อยละ 99 ของข้อมูลที่ตรวจวัดได้ทั้งหมด มีระดับเสียงเฉลี่ยเกินกว่า 70 เดซิเบลเอ สถานีโรงเรียนนนทรีวิทยา และสถานีโรงเรียนสิงหราชพิทยา มีระดับเสียงประมาณร้อยละ 40 เกินกว่าค่ามาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป ที่สถานีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสถานีสำนักงานเขตคลองจั่นพบเพียงน้อยกว่า ร้อยละ 5 ที่มีระดับเสียงเกินกว่าค่ามาตรฐาน

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการตรวจวัดระดับเสียงจากข้อมูลตั้งแต่ปี 2543 ถึงปีปัจจุบัน พบว่าระดับเสียงในปี 2545 ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ตรวจวัดได้ในปี 2543 ซึ่งมีค่าสูงกว่าระกับเสียงในปี 2544 โดยส่วนใหญ่เกินกว่า 5 เดซิเบล อย่างไรก็ตาม ณ สถานที่โรงเรียนสิงหราชพิทยา ระดับเสียงในปี 2545 เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดจาก 70 เดซิเบลเอ ในปี 2543 เป็น 68 เดซิเบลเอ ในปี 2544 และเพิ่มขึ้นเป็น 98 เดซิเบลเอในปี 2545 มีเพียงสถานีการไฟฟ้าย่อยธนบุรีเท่านั้นที่ระดับเสียงมีการเปลี่ยนเป็นแนวโน้มลดลง แต่เป็นระดับที่น้อยมาก (น้อยกว่า 0.5 เดซิเบล)

พื้นที่ต่างจังหวัด : ผลการตรวจวัดระดับเสียงในพื้นที่ต่างจังหวัดพบแนวโน้มระดับเสียงคล้ายคลึงกับระดับเสียงที่ตรวจวัดได้ในกรุงเทพมหานคร กล่าวคือระดับเสียงริมเส้นทางจราจรมีระดับเสียงดังกว่าระดับเสียง โดยทั่วไป ซึ่งระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จากการจราจร โดยส่วนใหญ่ที่วัดได้ในพื้นที่ต่างจังหวัด อยู่ในช่วงประมาณ 55 ถึง 85 เดซิเบลเอ ยกเว้นสถานีสำนักงานแหลมฉบัง พบมีค่าเกินกว่า 100 เดซิเบลเอ อย่างไรก็ตาม มีจำนวนข้อมูลน้อยมากที่มีค่าเกิน 100 เดซิเบลเอ และพบว่าข้อมูลร้อยละ 65 มีค่าเกิน 70 เดซิเบลเอ ในขณะที่สถานีโรงเรียนหน้าพระลาน (พิบูลสงเคราะห์) มีข้อมูลร้อยละ 97 เกินกว่าค่ามาตรฐาน สถานีศูนย์เยาวชนเทศบาลตำบลศรีราชา และสถานีศูนย์บริการสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต มีระดับเสียงร้อยละ 5 เกินค่ามาตรฐาน สถานีอื่น นอกจากนี้มีค่าระดับเสียงน้อยกว่าร้อยละ 2 ที่มีระดับเสียงเกินกว่าค่ามาตรฐาน

ค่าระดับเสียงในบริเวณพื้นที่โดยทั่วไป พบว่าไม่มีสถานีใดมีระดับเสียงเกินกว่าค่ามาตรฐาน ยกเว้นสถานีโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึ่งพบมีเพียง 1 วัน ที่มีค่าเกิน 70 เดซิเบลเอ




สถานการณ์ด้านการจัดการขยะมูลฝอย:

การจัดการขยะมูลฝอยยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศใดในเขตชุมชนและท้องถิ่นทุกระดับรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ปริมาณขยะมูลฝอยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ทั้งนี้จากการขยายตัวของชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว และการขยายตัวของภาคธุรกิจด้านต่างๆ จากการคาดการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในรอบสิบปีที่ผ่านมา (2535-2544) พบว่าในปี 2544 ปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณวันละ 38,600 ตัน ขยะมูลฝอยเหล่านี้เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครประมาณวันละ 9,320 ตัน คิดเป็นร้อยละ 24 ของขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเกิดขึ้นในเขตเทศบาลและเมืองพัทยาประมาณวันละ 11,900 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 31 และเกิดขึ้นนอกเขตเทศบาลในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลประมาณวันละ 17,420 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 45 และจากการคาดการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยในรอบสิบปีข้างหน้า (2545-2554) พบว่าปริมาณขยะมูลฝอยจะเพิ่มขึ้นจากวันละ 39,400 ตัน ในปี 2545 เป็นวันละ 47,000 ตันในปี 2554 หรือมีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 2.0 ต่อปี คิดเป็นปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 700-900 ตัน ซึ่งการจัดการขยะมูลฝอยในอนาคตมีแนวโน้มของปัญหามากยิ่งขึ้นเนื่องจากสาเหตุหลายประการได้แก่ รูปแบบและองค์ประกอบของขยะมูลฝอยจะมีความยากต่อการกำจัดมากยิ่งขึ้น การต่อต้านคัดค้านของประชาชนในการก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การขาดแคลนที่ดินในการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย การขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวม การเก็บขน การขนส่งและกำจัดขยะมูลฝอย นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานตลอดจนงบประมาณในการดำเนินงาน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น ยังเป็นประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำในการจัดการขยะมูลฝอยขาดประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนได้

การใช้ประโยชน์ของเสียชุมชน : ในปี 2545 มีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นจากชุมชนทั่วประเทศประมาณ 14.2 ล้านต้น (อัตราการเพิ่มปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยร้อยละ 1) และขยะมูลฝอยมีองค์ประกอบทางกายภาพที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Recyclable waste) มีประมาณ 6.2 ล้านตัน และประเภทขยะย่อยสลายที่เหมาะแก่การทำปุ๋ยอีกประมาณ 6.4 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 44 และร้อยละ 45 ตามลำดับ และมีปริมาณการนำขยะมูลฝอยที่คัดแยกได้จากชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ประเภท 2.7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนทั้งหมด แบ่งเป็นประเภทขยะรีไซเคิลประมาณ 2.4 ล้านตัน และขยะย่อยสลายได้ประมาณ 0.3 ล้านตัน ทั้งนี้ลักษณะการนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ดำเนินการ โดยผ่านกิจกรรม เช่น ร้านรับซื้อของเก่า การจัดตั้งธนาคารขยะ การนำขยะมาแลกสิ่งของ การนำขยะมูลฝอยไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ การนำขยะที่ย่อยสลายไปมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยน้ำชีวภาพ การใช้ประโยชน์ด้านปศุสัตว์ เป็นต้น




สถานการณ์การจัดการมลพิษด้านสารอันตราย

การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการผลิตและนำเข้าสารเคมีอันตรายมาใช้ในประเทศเป็นจำนวนมาก ปัญหาหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเพิ่มขึ้นของอุบัติภัยจากสารเคมีทั้งจากในกระบวนการผลิตการจัดเก็บและการขนส่ง ในปี 2544-2545 กรมควบคุมมลพิษ ได้ผลักดันมาตรการจัดการพื้นที่เสี่ยงอุบัติภัยจากสารเคมี ประกอบด้วยมาตรการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง มาตรการจัดการผังเมือง มาตรการจัดการพื้นที่อุบัติภัยสำหรับโรงงาน มาตรการจัดการขนส่งสารเคมี และมาตรการเตรียมความพร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาตรการดังกล่าวไปปฏิบัติ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมี 14 พื้นที่ของกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2545-2546 กรมควบคุมมลพิษได้การดำเนินงานภายใต้มาตรการดังกล่าว ในการถ่ายเทคโนโลยีการจัดแผนปฏิบัติการฉุกเฉินจากสารเคมีจากกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล สู่พื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือที่มีโรงงาน 12 ประเภท ที่ต้องประเมินความเสี่ยงตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 3 ออกตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 มากกว่า 20 โรงงานประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตราด พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีริขันธ์ เชียงใหม่ และจังหวัดลำปาง เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัดสามารถจัดทำแผนปฏิบัติการฉุนเฉินจากสารเคมี ระดับจังหวัดที่ตรงกับศักยภาพและสามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการอุบัติเหตุจากสารเคมีในภาพรวมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สถานการณ์มลพิษด้านของเสียอันตราย : จากแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่า ปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมดในปี 2545 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5 % จากปี 2544 (1.31 ล้านต้น) ซึ่งมีการขยายตัวด้านลงทุนจากภาคเอกชน ประมาณ 8-10 % และมีการขยายตัวด้านการส่งออกมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฉะนั้นปริมาณของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม คาดว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นจากเดิม ประมาณ 5-10% (ประมาณ 1.4 ล้านตัน) ส่วนของเสียอันตรายาจากชุมชน พบว่า อัตราการบริโภคภาคเอกชนและภาครัฐเพิ่มขึ้น ประมาณ 5-7 % ทำให้ปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนเพิ่มขึ้นจากปี 2544 (0.37 ล้านตัน) ประมาณ 1-3 % (ประมาณ 0.38 ล้านตัน) ในปี 2545 คาดว่าปริมาณของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมถูกส่งเข้ากำจัด เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เทียบกับปี 2544 (0.18 ล้านตัน) และสำนักเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศรายชื่อโรงงาน ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการรับบริการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้ว แบ่งเป็น ประเภทของเสียอันตรายตามประเภทโรงงานที่ 101 105 และ 106 จำนวน 12 โรงงาน และอยู่ระหว่างพิจารณาให้อนุญาตอีกจำนวน 10 โรงงาน (ในปี 2545) ซึ่งในปี 2546 คาดว่าจำนวนโรงงานที่รับกำจัดจะสามารถกำจัดของเสียอันตรายเพิ่มขึ้น สำหรับการกำจัดของเสียอันตรายจากชุมชน กรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคกลางฝั่งตะวันตก (18 จังหวัด) ซึ่งคาดว่าในปี 2546 โครงการจัดตั้งศูนย์กำจัดของเสียอันตรายจากชุมชนจะมีความชัดเจนมากขึ้น สำหรับปริมาณมูลฝอยติดเชื้อในปี 2544 และ 2545 พบปริมาณมูลฝอยติดเชื้อประมาณ 15,000 ตัน และ 16,000 ตัน ตามลำดับ หรือมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10% ต่อปี ในการนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานจัดการมูลฝอยติดเชื้อแห่งชาติ เพื่อดำเนินการจัดทำแผนกจัดการมูลฝอยติดเชื้อแห่งชาติและจะเริ่มดำเนินการตามแผนฯ ในปี 2546 เป็นต้นไป

การดำเนินงานตามพันธกรณีระหว่างประเทศ: กรมควบคุมมลพิษได้นำเรื่องการลงมาเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญากรุงสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Stokholm Convention on Persistent Organic Pollution : POPs) เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยลงนามเข้าเป็นภาคีแล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 และเห็นชอบในหลักการกับการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ แต่การให้สัตยาบันเพื่อให้ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกในอนุสัญญาฯ นี้โดยสมบูรณ์ให้กระทำต่อเมื่อประเทศไทยมีความพร้อมในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ประเทศไทยได้ลงนามเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา การที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฯ นี้ ทำให้เกิดผลดีต่อประเทศในด้านการควบคุมสารเคมีอันตรายและสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน ส่งเสริมการใช้สารทดแทน แนวปฎิบัติทางด้านสิ่งแวดล้อมและเทคนิกที่ดีที่สุด ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษและสามารถลดหรือเลิกการปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานจากการผลิต โดยจงใจและการผลิตโดยไม่จงใจ และสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเรื่องผลกระทบต่างๆ จากสารมลพิษ




ปฏิบัติการฉุกเฉินและฟื้นฟูกิจกรรมการตรวจสอบกรณีฉุกเฉิน

จากสถิติที่กรมควบคุมมลพิษ รวบรวมได้จากการรับแจ้งเหตุ และจากข่าวสารสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ปรากฎว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2545 - 31 ธันวาคม 2545 มีอุบัติเหตุด้านสารเคมีเกิดขึ้นจำนวน 27 ครั้ง จำแนกเป็น ผู้บาดเจ็บรวม 92 ราย และเสียชีวิต 4 ราย มูลค่าเสียหายประมาณ 602 ล้านบาท ซึ่งสำหรับลักษณะของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สามารถจำแนกได้ดังนี้ 1) การเกิดเพลิงไหม้ของสารเคมี 11 ครั้ง 2) การรั่วไหลของสารเคมี 13 ครั้ง และ 3) การระเบิด 3 ครั้ง

สถานการณ์เรื่องราวร้องทุกข์

กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายในรอบปี 2545 จำนวนทั้งสิ้น 721 เรื่อง พบว่า สาเหตุหลักของการร้องเรียนมาจากปัญหาทางด้านมลพิษอากาศ ได้แก่ ปัญหากลิ่นเหม็น ฝุ่นละอองและเขม่าควัน และเสียงดัง จำนวน 564 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 78 รองลงมาคือ ปัญหามลพิษทางน้ำ จำนวน 109 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 15 และมลพิษจากสารอันตรายและกากของเสีย จำนวน 48 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 7 โดยแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมและการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และจากสถิติข้อมูลการรับแจ้งเรื่องร้องเรียน ตั้งแต่ปี 2541 - 2544 จำนวน 564 478 604 และ 607 เรื่องตามลำดับ จะเห็นได้ว่าจำนวนเรื่องร้องเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ




แผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษของกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2546

1. การดำเนินมาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษ

1.1 มาตรการจัดการปัญหาปนเปื้อนของตะกั่วในลุ่มน้ำแม่กลองตอนบน ด้วยการศึกษาสถานภาพการปนเปื้อนและการแพร่กระจายของสารตะกั่ว และปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การสะสมของสารตะกั่วและการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองตอนบนบริเวณเขตอำเภอทองผาภูมิ อำเภอศรีสวัสดิ์และอำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี โดยทำการสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ดินตะกอน และสิ่งมีชีวิต การสำรวจและตรวจสารตะกั่วในเลือดของประชาชนในพื้นที่ จะทำให้ได้มาตรการและแนวทางในการจัดการคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการแพร่กระจายของสารตะกั่วในลุ่มน้ำแม่กลองตอนบน

1.2 มาตรการและแนวทางการควบคุมการขนส่งวัตถุอันตรายและของเสียอันตรายอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่เชื่อมโยง เป็นการศึกษา สำรวจ วิเคราะห์และประเมินผลความเสี่ยงของการขนส่งวัตถุอันตรายและของเสียอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ของเส้นทางสายหลักที่เชื่อมโยงจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปยังพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกสิ้นสุดที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง เพื่อจัดทำแนวทางและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุจากการขนส่งวัตถุอันตรายและของเสียอันตรายอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าว

1.3 การจัดทำแผนแม่บทการจัดขยะมูลฝอยแห่งชาติ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยในแผนดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางภาษี มาตรการทางสังคม มาตรการการลงทุน และมาตรสนับสนุนในด้านต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้เกิดการประสานงานและการดำเนินที่ไม่ซ้ำซ้อนในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปในขั้นตอนต่อไป

2. การยกร่างกฎหมายเฉพาะด้าน ได้มีการกำหนดที่จะทำการยกร่างกฎหมายที่สำคัญเฉพาะด้านจำนวน 2 ฉบับ คือ

2.1 การยกร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการของเสียอันตราย การยกร่างกฎหมายเฉพาะด้านสำหรับการจัดการซากของเสียอันตรายที่หมดอายุการใช้งานและที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตให้เป็นระบบ โดยสาระสำคัญของกฎหมายประกอบด้วยการกำหนดหน้าที่ของผู้บริโภคในการเก็บรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อส่งให้ผู้จำหน่าย หน้าที่ของผู้ผลิตสินค้าหรือผู้จำหน่ายที่ต้องทำการเก็บรวบรวมและส่งไปยังสถานที่กำจัด หลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการกำจัดซากสินค้าที่เป็นของเสียอันตราย โครงสร้างขององค์กรที่เหมาะสมในการเก็บ รวบรวม ขนส่ง และกำจัดสินค้าที่เป็นของเสียอันตราย เป็นต้น

2.2 การยกร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดการของเสียบรรจุภัณฑ์ เป็นการยกร่างกฎหมายเฉพาะด้านสำหรับการจัดการของเสียประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้ผลิตสินค้า ผู้นำเข้าบรรจุภัณฑ์ หรือสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ห่อหุ้ม ร้านค้าปลีก ค้าส่ง ประชาชน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและจัดการบรรจุภัณฑ์และของเสียประเภทบรรจุภัณฑ์และของเสียประเภทบรรจุภัณฑ์ โดยสาระสำคัญประกอบด้วย เกณฑ์ในการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล หรือสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีก หน้าที่ของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำระบบเรียกคืน เก็บ รวบรวม ขนส่ง ใช้ประโยชน์และการกำจัดของเสียบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องเป็นต้น

3. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเฉพาะด้านมลพิษของแหล่งกำเนิดมลพิษสู่สาธารณะ

ในช่วงนำร่องของโครงการได้มีการคัดเลือกโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศที่มีการผลิตที่ก่อมลพิษทางน้ำสูงหากไม่มีการควบคุมหรือการบำบัดน้ำเสีย ได้แก่ อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมผัก ผลไม้กระป๋อง และอุตสาหกรรมปลากระป๋อง โดยเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะเก็บตัวอย่างน้ำทิ้ง ณ จุดที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือสิ่งแวดล้อมนอกเขตโรงงานอุตสาหกรรมมาวิเคราะห์ตรวจสอบค่าความสกปรกและรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติตามกฎหมายของโรงงาน เช่น การรายงานผลมลพิษทางอากาศ การจัดการกากของเสียโรงงาน การจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงงาน ทั้งนี้รวมถึงสถิติการร้องเรียนจากประชาชนและการสอบถามข้อมูลจากประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แล้วจึงนำมาประเมินผลและจัดลำดับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

4. การพัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดและใช้ประโยชน์ของเสีย เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ ดังนี้

4.1 โครงการสาธิตเทคโนโลยีการบำบัดกลิ่นจากกระบบบำบัดน้ำเสียและโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ด้านกลิ่นจากระบบน้ำเสีย และอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ และจัดทำระบบสาธิตเทคโนโลยีการบำบัดกลิ่นแบบชีวภาพ ซึ่งการเลือกใช้เทคโนโลยีการจัดการกลิ่นมีเหมาะสม และสามารถบรรเทาปัญหามลพิษจากกลิ่นลงได้

4.2 การพัฒนาแนวทางพัฒนาด้านเทคนิคและสาธิตระบบบำบัดแบบบึงประดิษฐ์ เป็นการศึกษาแนวทางบำบัดสิ่งปฏิกูล โดยใช้บึงประดิษฐ์ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยการปลูกพืชตระกูลกกในระบบบำบัด ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ พร้อมทั้งจัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ของเทศบาลหรือองค์กรท้องถิ่น รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจการจัดการสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสมต่อไป

4.3 การสาธิตเทคโนโลยีการป้องหันมลพิษสำหรับสถานบริการรถยนต์ เป็นการจัดหาและสาธิตเทคโนโลยี รวมทั้งจัดทำคู่มือและพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีการป้องกันมลพิษสำหรับสถานบริการรถยนต์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องการป้องกันมลพิษสำหรับสถานบริการรถยนต์ และเป็นแนวทางในการทำเทคโนโลยีการป้องกันมลพิษไปใช้

5. การจัดทำหลักสูตรการอบรมสำหรับผู้ควบคุมระบบระบายน้ำเสียและฝึกอบรมท้องถิ่นในการออกใบอนุญาตมาตรา 73

กำหนดให้บุคลากรผู้ควบคุมหรือผ่านหลักสูตรการอบรมการดูแลรักษาระบบบำบัดน้ำเสีย โดยจัดทำหลักสูตรและเพื่อหารายวิชาและรูปแบบวิธีการสำหรับฝีกอบรมบุคลากร ผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับใช้ในการฝึกอบรมให้กับผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นควบคุมและผู้รับจ้างให้บริเวณบำบัดน้ำเสียตามความในมาตรา 73 และเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบ ขั้นตอน วิธีการปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป


ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ดาวน์โหลด: Report45.pdf (สรุป) [pdf: 1.32 MB]
ดาวน์โหลด: pollution2545.pdf (ฉบับเต็ม) [pdf: 19.15 MB]
สิ่งพิมพ์: สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2545




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม