สถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2546


คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ทั่วประเทศ
คุณภาพอากาศมลพิษทางเสียง

สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตราย สถานการณ์อุบัติภัยและเรื่องราวร้องทุกข์



คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศ

     จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสำคัญ จำนวน 49 สาย และแหล่งน้ำนิ่งใหญ่ ๆ 4 แหล่ง ได้แก่ กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหาน และทะเลสาบสงขลา พบว่า
-ร้อยละ 28 อยู่ในเกณฑ์ดี
-ร้อยละ 38 อยู่ในเกณฑ์พอใช้
-ร้อยละ 26 อยู่ในเกณฑ์ต่ำ

-ร้อยละ 8 อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก

   ซึ่งแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำมากและมีปัญหาด้านคุณภาพน้ำมาโดยตลอด ได้แก่ แม่น้ำท่าจีนในช่วงตอนล่างของแม่น้ำ ตั้งแต่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมจนถึงปากแม่น้ำจังหวัดสมุทรสาคร แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงตอนล่าง ตั้งแต่อำเภอเมืองนนทบุรีจนถึงปากน้ำสมุทรปราการ แม่น้ำลำตะคองในช่วงเทศบาลนครนครราชสีมา และทะเลสาบสงขลาในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคเหนือ
แม่น้ำในภาคเหนือมักมีปัญหาความขุ่นสูงในช่วงหน้าฝน เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่สูงและมีการชะล้างหน้าดินลงสู่แหล่งน้ำ โดยแม่น้ำที่มีความขุ่นสูง ได้แก่ แม่น้ำยม น่าน และกก นอกจากนี้ พบว่าแม่น้ำต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านชุมชนใหญ่มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มจำนวนมาก ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของสัตว์เลือดอุ่น และปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำจากอุจจาระเป็นส่วนใหญ่ บริเวณชุมชนเมืองที่มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มสูงเช่น จังหวัดแพร่ น่าน สุโขทัย พิจิตร ลำปาง เป็นต้น
คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคกลาง
แหล่งน้ำภาคกลางมีปัญหาในหลายตัวชี้วัด ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนละลาย การปนเปื้อนของแบคทีเรีย ค่าความขุ่นและธาตุอาหารพวกแอมโมเนีย ฟอสฟอรัส ส่วนใหญ่เกิดจากมลพิษทั้งภาค อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และชุมชน ที่มีอยู่หนาแน่นมาก ในที่ราบลุ่มภาคกลาง กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยแม่น้ำที่มีปัญหาด้านคุณภาพน้ำที่สุดได้แก่ แม่น้ำท่าจีน และเจ้าพระยา


แม่น้ำท่าจีน บริเวณที่เป็นปัญหาอยู่ในช่วงตอนล่างตั้งแต่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ถึง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ปัญหาที่สำคัญคือ ฟาร์มสุกรที่ไม่มีระบบการจัดการของเสีย น้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรม การระบายน้ำของพื้นที่ นาข้าวช่วงที่มีน้ำท่วมขังจากปริมาณฝนที่ตกในฤดูเก็บเกี่ยว และน้ำทิ้งจากคูคลอง โดยเฉพาะ คลองเจดีย์บูชา และคลองบางแก้ว ในจังหวัดนครปฐม ที่รองรับน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร คลองสีวามหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองครุและคลองแค ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่รองรับน้ำเสียจากอุตสาหกรรม


แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่เป็นปัญหาอยู่ในช่วงตอนล่าง ตั้งแต่ อ.เมือง จ.นนทบุรี ผ่านกรุงเทพฯ ถึง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เนื่องจากเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ จึงเป็นที่รองรับน้ำเสียปริมาณมาก รวมทั้งน้ำเสียจากพื้นที่ตอนล่างและคลองต่างๆ โดยเฉพาะคลองสำโรงและคลองพระโขนง ซึ่งมีค่าความสกปรกสูงมาก

คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แหล่งน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาเรื่องความขุ่น จากการชะล้างหน้าดินในช่วงฤดูฝน การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มที่พบมากในบริเวณที่ผ่านชุมชนใหญ่ แหล่งน้ำที่มีปัญหาด้านคุณภาพน้ำที่สุดคือแม่น้ำลำตะคองในช่วงที่ผ่านเทศบาลนครนครราชสีมา โดยมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากมาตลอด
คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคตะวันออก
แหล่งน้ำภาคตะวันออกมีปัญหาที่สำคัญคือการรุกล้ำของน้ำทะเลในช่วงฤดูแล้ง ปัญหาในลำดับถัดมาคือ การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มที่พบมากในบริเวณที่ผ่านชุมชนใหญ่ สำหรับแม่น้ำบางปะกงนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ในเกณฑ์พอใช้ยกเว้นในบริเวณเหนือทำนบดินปิดกั้นลำน้ำเดิมในโครงการเขื่อนทดน้ำบางปะกงที่คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำเนื่องจากสภาพน้ำค่อนข้างหยุดนิ่งทำให้เกิดการสะสมของเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะของเสียจากฟาร์มสุกรที่มีอยู่หนาแน่นบริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำบางปะกง
คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคใต้
แหล่งน้ำภาคใต้ที่มีปัญหาด้านคุณภาพน้ำ คือ ทะเลสาบสงขลา ในบริเวณ อ.เมือง จ.สงขลา ทั้งนี้พบว่ามีการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ความสกปรกในรูปบีโอดีและแอมโมเนียสูงมาก โดยสาเหตุหลักมาจากการระบายน้ำเสียจากคูคลองต่างๆ ที่มีความสกปรกสูงมาก และออกซิเจนละลายน้ำต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์ เช่น คลองสำโรง ส่วนแหล่งน้ำสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ แม่น้ำตาปีและพุมดวง อยู่ในเกณฑ์พอใช้ แม่น้ำปากพนัง อยู่ในเกณฑ์ต่ำ



คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ

    ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ทั่วประเทศบริเวณอ่าวไทยตอนใน (ปากแม่น้ำสายหลัก 4 สาย, (จังหวัดสมุทรสงคราม - จังหวัดฉะเชิงเทรา)) อ่าวไทยฝั่งตะวันออก (จังหวัดชลบุรี - จังหวัดตราด) อ่าวไทยฝั่งตะวันตก (จังหวัดเพชรบุรี - จังหวัดนราธิวาส) และฝั่งทะเลอันดามัน (จังหวัดระนอง - จังหวัดสตูล) พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดีมากร้อยละ 7 อยู่ในเกณฑ์ดีร้อยละ 61อยู่ในเกณฑ์พอใช้ร้อยละ 29 และอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมร้อยละ 3

   
   บริเวณที่มีคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม อยู่ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ได้แก่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และปากคลอง 12 ธันวา จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากเป็นแหล่งรองรับของเสียที่มาจากกิจกรรมต่าง ๆ บนฝั่งทั้งจากชุมชน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายต่ำกว่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง และปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดสูงเกินกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังพบปริมาณแบคทีเรียชนิด Vibrio parahaemolyticus สูง ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้สามารถทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารและท้องร่วง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำและยังพบปริมาณสารไตรบิวทิลทินสูง (Tributyltin: TBT) ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการรักษาเนื้อไม้และเป็นส่วนผสมในสีทา กันเพรียงสำหรับเรือ ซึ่งจะมีผลทำให้การสร้างเปลือกของหอยนางรมผิดปกติ มีการตายของตัวอ่อนหอยแมลงภู่ และการเกิดการเปลี่ยนเพศในหอย

และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลปี 2545 พบว่า ร้อยละของจำนวนสถานีที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมากลดลง แต่บริเวณอ่าวไทยตอนในก็ยังคงมีสภาพเสื่อมโทรมกว่าพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลโดยตรงจากแม่น้ำสี่สายหลัก แหล่งอุตสาหกรรม และชุมชนบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีการบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมและเพียงพอ นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณปากคลองขนาดเล็ก ปากแม่น้ำ และท่าเทียบเรือประมงมักพบขยะลอยอยู่บนผิวน้ำและคราบน้ำมันอีกด้วย



คุณภาพอากาศของประเทศไทย

   จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วประเทศจำนวน 48 สถานี ในช่วงเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2546 พบว่าสถานการณ์ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนักโดยปัญหาหลักยังคงเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนหรือ PM10 รองลงมา คือ ก๊าซโอโซน สำหรับสารมลพิษอื่น ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

กรุงเทพมหานคร :  สารมลพิษทางอากาศที่พบเกินมาตรฐาน ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนและก๊าซโอโซน โดยบริเวณริมถนนจะมีฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนเป็นปัญหาหลัก ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 12.7 - 263.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐาน 71 ครั้งจากการตรวจวัด 1,951 ครั้งหรือคิดเป็นร้อยละ 3.6 (มาตรฐาน 120 มคก./ลบ.ม.) ส่วนบริเวณพื้นที่ทั่วไปจะมีปัญหาหลัก คือ ก๊าซโอโซน ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 0 - 163.0 ppb และมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐาน 130 ครั้ง จากการตรวจวัด 57,105 ครั้งหรือคิดเป็นร้อยละ 0.23 (มาตรฐาน 100 ppb) สำหรับสารมลพิษประเภทอื่นยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ปริมณฑล : ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เป็นปัญหาหลัก รองลงมา คือ ก๊าซโอโซน ส่วนสารมลพิษอื่นยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมากที่สุด โดยตรวจพบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ได้อยู่ในช่วง 21.0 - 298.6 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรและมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานถึง 348 ครั้งจากการตรวจวัด 1,389 ครั้งหรือคิดเป็นร้อยละ 25.1 ส่วนก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมงในพื้นที่ปริมณฑล ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 0 - 187 ppb พบสูงสุดในจังหวัดสมุทรสาคร

ส่วนภูมิภาค : ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เป็นปัญหาหลักรองลงมา คือ ก๊าซโอโซน สารมลพิษประเภทอื่นยังมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเช่นเดียวกัน บริเวณที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมากที่สุด คือ จังหวัดลำปาง ตรวจพบฝุ่นขนาดเล็กเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 1.5 - 165.6 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรและมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐาน 35 ครั้งจากการตรวจวัด 1,218 ครั้ง หรือคิดเป็นร้อยละ 2.9 รองลงมา คือ จังหวัดสระบุรี ตรวจวัดได้ 13.2 - 184.3 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรและมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐาน 10 ครั้งจากการตรวจวัด 599 ครั้ง หรือคิดเป็นร้อยละ 1.7 ซึ่งฝุ่นละอองเหล่านี้มีสาเหตุจากกิจกรรมโม่ บด หรือย่อยหินและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ สำหรับก๊าซโอโซนส่วนใหญ่จะพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยองและราชบุรี




มลพิษทางเสียง

   ระดับเสียงในปี 2546 (มกราคม - ตุลาคม) จากการติดตามตรวจสอบโดยสถานีตรวจวัดระดับเสียง 12 สถานี จุดตรวจวัดชั่วคราว 16 จุด ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและ 12 สถานีในพื้นที่ 9 จังหวัด พบว่าระดับเสียงริมเส้นทางจราจรและพื้นที่ทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2544 - 2545 ส่วนพื้นที่ทั่วไปในต่างจังหวัด ระดับเสียงไม่เกินมาตรฐานและมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ริมเส้นทางจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีค่าอยู่ในช่วง 66 - 86 เดซิเบลเอ มีจำนวนวันที่ระดับเสียงเกินมาตรฐานร้อยละ 87 ของจำนวนวันทั้งหมดที่ตรวจวัด (มาตรฐาน 70 เดซิเบลเอ) โดยค่าที่ตรวจวัดได้สูงสุด 86 เดซิเบลเอ พบบริเวณถนนลาดพร้าว นอกจากนี้ บริเวณสถานีตรวจวัดระดับเสียงถนนลาดพร้าว ถนนอินทรพิทักษ์ ถนนประชาสงเคราะห์ ถนนตรีเพชร วงเวียน 22 กรกฎาและจุดตรวจวัดระดับเสียงทุกจุด พบว่ามีระดับเสียงเกินมาตรฐานทุกวัน ส่วนบริเวณอื่นมีระดับเสียงเกิน มาตรฐานไม่เกินร้อยละ 60 สำหรับบริเวณพื้นที่ทั่วไป ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 54 - 71 เดซิเบลเอ มีจำนวนวันที่เกินมาตรฐานร้อยละ 1.4

พื้นที่ต่างจังหวัด : ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง บริเวณริมเส้นทางจราจรในพื้นที่ต่างจังหวัด อยู่ในช่วง 54 - 90 เดซิเบลเอ มีจำนวนวันที่ระดับเสียงเกินมาตรฐานร้อยละ 11 ทั้งนี้ค่าที่ตรวจวัดได้สูงสุด 90 เดซิเบลเอ พบที่สถานีฯ บริเวณเทศบาลเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมาจากเสียงการจราจรร่วมกับเสียงการก่อสร้างปรับปรุงอาคารบริเวณใกล้เคียง ส่วนบริเวณโรงเรียนหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี มีปัญหามากที่สุด ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 66 - 77 เดซิเบลเอ และมีจำนวนวันที่เกินมาตรฐานร้อยละ 97 สำหรับในพื้นที่ทั่วไป ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 52 - 71 เดซิเบลเอ มีจำนวนวันที่เกินมาตรฐานไม่เกินร้อยละ 1




สถานการณ์ด้านการจัดการขยะมูลฝอย

   พบว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณปีละ 14.4 ล้านตัน เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครมีปริมาณมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณวันละ 9,800 ตัน ในขณะที่ปริมาณมูลฝอยในเขตเทศบาลและเมืองพัทยาเกิดขึ้นประมาณวันละ 12,200 ตัน และนอกเขตเทศบาลซึ่งครอบคลุมพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหมดเกิดขึ้นประมาณวันละ17,800 ตัน โดยการจัดการขยะมูลฝอยนั้นกรุงเทพมหานครได้ว่าจ้างให้เอกชนขนส่งขยะมูลฝอยด้วยวิธีการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาลทั้งหมด สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชนระดับเทศบาลและเมืองพัทยานั้น สามารถเก็บขนมูลฝอยอยู่ในช่วงร้อยละ 70 - 90 และมีระบบการกำจัดที่ออกแบบถูกหลักสุขาภิบาลประมาณ 100 แห่ง โดยเป็นระบบฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ระบบเตาเผา และการหมักทำปุ๋ยซึ่งกระจายไปตาม ชุมชนต่าง ๆ ปริมาณขยะมูลฝอยที่สามารถกำจัดได้อย่างถูกหลักสุขาภิบาลประมาณร้อยละ 35 ของปริมาณมูลฝอยที่ เกิดขึ้นในเขตเทศบาลทั่วประเทศ ส่วนพื้นที่นอกเขตเทศบาลนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่มีสถานที่กำจัดที่ถูกหลักสุขาภิบาล โดยจะกำจัดโดยการกองทิ้งกลางแจ้ง หรือ เผากลางแจ้ง มีเพียงไม่กี่แห่งที่นำขยะมูลฝอยไปกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาลร่วมกับเทศบาล ส่วนชุมชนที่เป็นชนบทประชาชนจะกำจัดกันเองภายในชุมชน

สถานการณ์การใช้ประโยชน์ของเสีย : ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ประมาณ 14.4 ล้านตัน มี สัดส่วนขยะมูลฝอยที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ซึ่งประกอบด้วยขยะมูลฝอยรีไซเคิลและขยะมูลฝอยย่อยสลาย (อินทรีย์สาร) ประมาณร้อยละ 88-89 หรือประมาณ 12.6 - 12.8 ล้านตัน และมีปริมาณการนำขยะมูลฝอยชุมชน กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ประมาณ 2.7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ประมาณ 0.14 ล้านตัน ส่วนปริมาณของเสียในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยของเสียที่เป็นกระดาษ แก้ว พลาสติก เหล็ก อลูมิเนียม และยาง มีประมาณ 12.3 ล้านตัน โดยปริมาณการใช้ประโยชน์ของเสียในภาคอุตสาหกรรม ดังกล่าว ส่วนมากเป็นการเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์และวัสดุเหลือใช้ โดยกลุ่มผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายสินค้า ทั้งนี้ปริมาณการใช้ประโยชน์ของเสียในภาคอุตสาหกรรมมีประมาณ 6.0 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 49 ของปริมาณของเสียในภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2545 ประมาณร้อยละ 9




สถานการณ์การจัดการมลพิษด้านสารอันตราย

สถานการณ์มลพิษด้านของเสียอันตราย : ปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมดจะมีประมาณ 1.8 ล้านตัน โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2545 คิดเป็นร้อยละ 1.5 โดยปริมาณของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมมีอัตราเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 0.7 หรือประมาณ 10,000 ตัน และปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 หรือ ประมาณ 13,000 ตัน โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมดภายในประเทศ หรือประมาณ 1.26 ล้านตัน เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล การจัดการของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม คาดว่าปริมาณของเสียอันตรายที่ถูกส่งเข้ากำจัดมีประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด หรือประมาณ 28,000 ตัน สำหรับสถานการณ์ด้านมูลฝอยติดเชื้อคาดว่าในปี 2546 มีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อทั่วประเทศ ประมาณ 22,500 ตัน


สถานการณ์มลพิษด้านการจัดการสารอันตราย :  คาดการณ์ว่ามีปริมาณการนำเข้าสารอันตรายกลุ่ม สารอินทรีย์และสารอนินทรีย์จากต่างประเทศประมาณ 6 ล้านตันและผลิตในประเทศประมาณ 31 ล้านตัน ซึ่งปริมาณการใช้สารอันตรายในประเทศทั้งนำเข้าและผลิตใช้เองรวม 37 ล้านตัน คิดเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 11 ของปี 2545 ซึ่งสารอันตรายที่ถูกนำมาใช้กิจกรรมต่างๆ พบว่าได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน คนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งเกษตรกร โดยเฉพาะสารอันตรายด้านอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นสารในกลุ่มตัวทำละลาย ก๊าซพิษ และสารไอระเหย สารโลหะหนักกลุ่มแมงกานีส ปรอท สารหนู และสารตะกั่ว ส่วนสารอันตรายทางการเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ สารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช เชื้อราและอื่น ๆ สำหรับการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้านสารอันตรายในปี 2546 ได้แก่ การดำเนินงานการแก้ไขปัญหามลพิษและแนวทางการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีในสวนส้มและพื้นที่เกษตรที่สูงภาคเหนือ สนับสนุนด้านวิชาการเพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กรส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น และจัดทำโครงการประเมินความเสี่ยงจากการขนส่งวัตถุอันตรายในจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา




สถานการณ์อุบัติภัยและเรื่องราวร้องทุกข์

สถานการณ์อุบัติภัย : จากสถิติที่กรมควบคุมมลพิษรวบรวมได้จากการรับแจ้งเหตุและจากข่าวสารสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ปรากฏว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 25 ธันวาคม 2546 มีอุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้นจำนวน 27 ครั้ง ซึ่งหากจำแนกตามประเภทอุบัติภัยแล้วแบ่งออกเป็นอุบัติภัยจากโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 4 ครั้ง จากโกดังเก็บสารเคมี จำนวน 2 ครั้ง จากการขนส่งสารเคมี 6 ครั้ง จากการลักลอบทิ้งกากสารเคมี จำนวน 14 ครั้ง และอื่น ๆ (จากธรรมชาติ) จำนวน 1 ครั้ง และหากจำแนกตามลักษณะของอุบัติเหตุ แบ่งออกเป็นการเกิดเพลิงไหม้ของสารเคมี จำนวน 3 ครั้ง การรั่วไหลของสารเคมี จำนวน 16 ครั้ง และลักษณะอื่น ๆ จำนวน 8 ครั้ง โดยมีผู้บาดเจ็บจำนวน 35 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต มูลค่าความเสียหายประมาณ 150 ล้านบาท อุบัติภัยจากสารเคมีในปี 2546 เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยจำนวน 3 ครั้ง ต่อเดือน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2545 แต่โดยภาพรวมแล้วระดับความรุนแรงมีแนวโน้มลดลง ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้บาดเจ็บที่ลดลงจาก 92 ราย ในปี 2545 เหลือเพียง 35 ราย ในปี 2546 และไม่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นในปี 2546 ในขณะที่ ปี 2545 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ราย

สถานการณ์เรื่องราวร้องทุกข์ :

การร้องเรียนด้านมลพิษ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2546 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน มีการร้องเรียนปัญหามลพิษต่อกรมควบคุมมลพิษ จำนวนรวม 711 ราย เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2545 ตลอดทั้งปี ซึ่งมีจำนวนเรื่องร้องเรียน 566 ราย คิดเป็นร้อยละ 26 ปัญหามลพิษที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด คือ ปัญหามลพิษทางอากาศ คิดเป็นร้อยละ 66 รองลงมาคือ ปัญหามลพิษทางน้ำ ปัญหามลพิษทางเสียง และปัญหามลพิษจากกากของเสียและสารอันตราย คิดเป็นร้อยละ 18 ร้อยละ 10 และร้อยละ 5 ตามลำดับ

จังหวัดที่มีการร้องเรียนสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร และนนทบุรี ตามลำดับ โดยมีจำนวนเรื่องร้องเรียนรวม 474 เรื่อง จาก 711 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 77 ของเรื่องร้องเรียนด้าน มลพิษของทั้งประเทศ

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ดาวน์โหลด: Report46.pdf (สรุป) [pdf: 1.21 MB]
ดาวน์โหลด: pollution2546_full.pdf (ฉบับเต็ม) [pdf: 14.69 MB]
สิ่งพิมพ์: สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2546
สิ่งพิมพ์: รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2546




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม