สถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2547


คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ทั่วประเทศ
คุณภาพอากาศ

สถานการณ์ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สถานการณ์ด้านสารอันตรายและของเสียอันตราย สถานการณ์อุบัติภัยและเรื่องราวร้องทุกข์



คุณภาพแหล่งน้ำทั่วประเทศ

สถานการณ์คุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดินทั่วประเทศ : ในปี 2547 พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็นร้อยละ 48 อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 32 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 15 และ 5 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2546 พบว่า คุณภาพน้ำโดยรวมดีขึ้น โดยมีพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตอยู่ในลุ่มน้ำท่าจีนตอนล่าง เจ้าพระยาตอนล่าง ลำตะคองตอนล่าง สำหรับคุณภาพน้ำเป็นรายภาคมีดังนี้

คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคเหนือ
แหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีและมีคุณภาพน้ำดีขึ้น ทั้งนี้ แม่น้ำที่ยังคงมีปัญหาคือ แม่น้ำกวง เนื่องจากการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มและปริมาณของแอมโมเนีย
คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคกลาง
แหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีและพอใช้ โดยแม่น้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมจะมีคุณภาพน้ำขยับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์พอใช้แต่แม่น้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมากยังคงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง โดยมีออกซิเจนละลาย ความสกปรกในรูปบีโอดี แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มและค่าแอมโมเนีย เป็นปัญหาสำคัญ

คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีและหลายแห่งมีคุณภาพน้ำดีขึ้นโดยแม่น้ำที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้จะขยับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากค่าแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มน้อยลง ทั้งนี้ แหล่งน้ำที่ยังคงมีปัญหา คือ แม่น้ำลำตะคองตอนล่าง

คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคตะวันออก
แหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้และแม่น้ำทุกสายมีเกณฑ์คุณภาพน้ำเช่นเดียวกับปี 2546 แม่น้ำที่มีปัญหาคือ แม่น้ำระยองและแม่น้ำประแสร์ โดยมีค่าแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มสูงเกินมาตรฐาน และเกิดการรุกล้ำของน้ำทะเลในช่วงฤดูแล้งอยู่เสมอ

คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำภาคใต้
แหล่งน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีและหลายแหล่งมีคุณภาพน้ำดีขึ้น เช่น ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีคุณภาพน้ำขยับจากเกณฑ์เสื่อมโทรมมากขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม และหลายแม่น้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมจะขยับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์พอใช้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บริเวณคลองสำโรงของจังหวัดสงขลาจะมีความเสื่อมโทรมมาก โดยมีออกซิเจนละลาย ความสกปรกในรูปบีโอดี แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม และค่าแอมโมเนีย เป็นปัญหาสำคัญ




คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ

   23 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดีมาก คิดเป็นร้อยละ 88 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมและเสื่อมโทรมมากร้อยละ 8 และ 4 โดยพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ได้แก่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลอง 12 ธันวา หน้าโรงงานฟอกย้อม กม. 35 แม่น้ำท่าจีนและพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก ได้แก่ ปากคลองบ้านแหลม เป็นบริเวณที่มีคุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรองรับของเสียที่มาจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งจากชุมชน อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายต่ำกว่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งและแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด สารอาหารและโลหะหนัก บางพารามิเตอร์สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานฯ

คุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดท่องเที่ยว 14 หาด :  พบว่า หาดทรายแก้ว หาดหัวหิน หาดเฉวง หาดกะรน และหาดยาว อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนหาดบางแสน หาดวอนนภา หาดจอมเทียน หาดพัทยา หาดชะอำ หาดละไม หาดป่าตอง หาดโล๊ะดาลัม และหาดต้นไทร อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ชายหาดส่วนใหญ่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับคงเดิม ทั้งนี้ ชายหาดที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงจากระดับดีเป็นระดับพอใช้ คือ หาดละไม หาดป่าตองและหาดโล๊ะดาลัม เนื่องจากมีแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดสูงในบางสถานีและบางช่วงของการสำรวจ



คุณภาพอากาศของประเทศไทย

   โดยรวมพบว่าปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วประเทศ 49 สถานี ในปี 2547 (เดือนมกราคม - พฤศจิกายน) พบว่าปัญหาหลักยังคงเป็นฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน รองลงมาคือ ก๊าซโอโซน ส่วนสารมลพิษประเภทอื่น เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปปัญหามลพิษทางอากาศจะมีความรุนแรงในช่วงหน้าแล้งเนื่องจากสภาพอากาศนิ่งไม่เอื้อต่อการกระจายตัว

กรุงเทพมหานคร :   บริเวณริมถนนมีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงตรวจวัดได้ 21.5 - 215.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) มีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานร้อยละ 10 และพบค่าสูงสุด 215.9 มคก./ลบ.ม. บริเวณถนนพระรามที่ 6 และพบเกินมาตรฐาน 60 วันจากการตรวจวัด 290 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.7 รองลงมาคือถนนสันติภาพ พบค่าสูงสุด 203.8 มคก./ลบ.ม. และเกินมาตรฐานร้อยละ 25.4 สำหรับถนนพหลโยธิน พระรามที่ 4 ดินแดง ลาดพร้าวและอินทรพิทักษ์ มีปัญหาลดลงตามลำดับ สำหรับบริเวณพื้นที่ทั่วไปซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยจะมีปัญหาก๊าซโอโซน โดยค่าเฉลี่ย 1 ชั่วโมงตรวจวัดได้ 0 - 173 ส่วนในพันล้านส่วน(ppb) โดยเฉพาะบริเวณการเคหะชุมชนคลองจั่น ซึ่งพบเกินมาตรฐาน 21 วัน ส่วนบริเวณอื่นมีปัญหาเล็กน้อย

ปริมณฑล : จังหวัดสมุทรปราการ มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมากที่สุด โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 35.5 - 330.0 มคก./ลบ.ม. พบสูงสุดเกินมาตรฐาน 1.8 เท่า ที่บริเวณโรงจักรพระนครใต้และเกินมาตรฐานถึง 173 วัน จากการตรวจวัดทั้งหมด 320 วัน หรือ คิดเป็นร้อยละ 54 สำหรับในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรีมีปัญหาเพียงเล็กน้อย ส่วนก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 0 - 170 ppb โดยพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในสมุทรสาคร นนทบุรีและปทุมธานี

ส่วนภูมิภาค : ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ยังคงเป็นปัญหาหลักโดยบริเวณตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กมากที่สุด โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงสุดถึง 415.7 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเกินมาตรฐานถึง 2.5 เท่า และมีจำนวนวันที่เกินมาตรฐานถึงร้อยละ 36 โดยสาเหตุจากอุตสาหกรรมโม่ บดและย่อยหินและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในช่วงต้นปี (กุมภาพันธ์-เมษายน) ซึ่งพบเกินมาตรฐานเกือบทุกวัน สาเหตุเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งยานพาหนะ ไฟไหม้ป่าและการก่อสร้าง ส่วนจังหวัดลำปาง อยุธยา ชลบุรี และระยอง มีปัญหาเล็กน้อย สำหรับก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 0 - 165 ppb พบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอยุธยา อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี




สถานการณ์ด้านการจัดการขยะมูลฝอย

  ในปี 2547 มีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 14.70 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2546 เล็กน้อย (0.30 ล้านตัน) เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณวันละ 9,500 ตัน ในขณะที่ปริมาณขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลและเมืองพัทยาเกิดขึ้นประมาณวันละ 12,500 ตัน และนอกเขตเทศบาลซึ่งครอบคลุมพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกิดขึ้นประมาณวันละ 18,100 ตัน โดยแนวโน้มในปี 2548 คาดว่าปริมาณการผลิตขยะมูลฝอยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนปริมาณขยะมูลฝอยต่อประชากรจะพบว่ายังคงอยู่ในระดับคงที่ คือ 0.62 กิโลกรัม/คน/วัน

สถานการณ์การใช้ประโยชน์ของเสีย : ในปี 2547 มีขยะมูลฝอยชุมชนนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ประมาณ 2.94 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณที่เกิดขึ้น เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ร้อยละ 1 โดยแบ่งเป็นขยะย่อยสลายประมาณ 0.06 ล้านตัน และขยะรีไซเคิลประมาณ 2.88 ล้านตัน รูปแบบวิธีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่จะดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น ร้านรับซื้อของเก่า การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ การจัดตั้งธนาคารขยะมูลฝอย เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี 2547 หน่วยงานราชการต่างๆ ได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ อาทิ กรมควบคุมมลพิษยกร่างกฎหมายการจัดการของเสียบรรจุภัณฑ์ ส่วนปริมาณของเสียในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยของเสียที่เป็นกระดาษ แก้ว พลาสติก เหล็ก อลูมิเนียมและยาง มีประมาณ 13.1 ล้านตัน มีการนำไปใช้ประโยชน์ประมาณ 6.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณที่เกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 10 โดยการใช้ประโยชน์ของเสียในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนมากเป็นการเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ และวัสดุเหลือใช้ โดยกลุ่มผู้ผลิต ผู้นำเข้าหรือผู้จำหน่ายสินค้า




สถานการณ์การจัดการมลพิษด้านสารอันตราย

สถานการณ์มลพิษด้านของเสียอันตราย : ในปี 2547 ปริมาณของเสียอันตรายมีประมาณ 1.80 ล้านตัน โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2546 คิดเป็นร้อยละ 1 โดยปริมาณของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.75 หรือประมาณ 10,000 ตัน และปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 หรือประมาณ 8,000 ตัน โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 ของปริมาณที่เกิดขึ้นหรือประมาณ 1.00 ล้านตัน เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในการจัดการของเสียอันตรายนั้น คาดว่ามีของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมถูกส่งเข้ากำจัดประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณที่เกิดขึ้น ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนส่วนใหญ่ยังคงจัดการรวมกับขยะมูลฝอยทั่วไป โดยในปี 2547 มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดปัญหามลพิษจากของเสียอันตรายทั้งจากชุมชนและอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกร่างกรอบยุทธศาสตร์การจัดการซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และร่วมกับบริษัทเอกชนดำเนินการเรียกคืนซากแบตเตอรี่และโทรศัพท์มือถือ กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินโครงการระบบขนส่งของเสียอันตราย

สถานการณ์ด้านมูลฝอยติดเชื้อ : ในปี 2547 มีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อทั่วประเทศ ประมาณ 22,700 ตัน โดยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 30 เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเช่นเดียวกับของเสียอันตราย ซึ่งในการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อส่วนใหญ่จัดการโดยใช้เตาเผามูลฝอยติดเชื้อในสถานพยาบาล และบางส่วนจัดการโดยใช้เตาเผามูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 10 แห่ง (9 จังหวัด)

สถานการณ์มลพิษด้านการจัดการสารอันตราย : ในปี 2547 มีปริมาณการนำเข้าสารอันตรายกลุ่มสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์จากต่างประเทศประมาณ 5.0 ล้านตัน และผลิตในประเทศประมาณ 23.0 ล้านตัน ซึ่งปริมาณการใช้สารอันตรายในประเทศทั้งนำเข้าและผลิตใช้เองรวม 28.0 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ประมาณ 1.1 ล้านตัน หรือร้อยละ 4 สารอันตรายกลุ่มที่ยังคงมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ได้แก่ กลุ่มของก๊าซพิษและไอระเหย สารโลหะหนัก เช่น แมงกานีส ปรอท สารหนู และสารตะกั่ว และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ นอกจากนี้ ยังพบการปนเปื้อนของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อม เช่น การปนเปื้อนของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในแหล่งเกษตรกรรมทางภาคเหนือ แต่ปริมาณค่อนข้างต่ำและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขั้นรุนแรง

สถานการณ์อุบัติภัยจากสารเคมี : จากสถิติที่กรมควบคุมมลพิษรวบรวมได้จากการรับแจ้งเหตุจากประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม - เดือนพฤศจิกายน 2547 พบว่า มีอุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้นจำนวน 29 ครั้ง ซึ่งหากจำแนกตามลักษณะหรือกิจกรรมที่เกิดเหตุแล้วสามารถแบ่งออกเป็น เหตุเกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 13 ครั้ง อุบัติภัยจากโกดังเก็บสารเคมีจำนวน 6 ครั้ง อุบัติภัยจากการขนส่งสารเคมี 5 ครั้ง การลักลอบทิ้งกากสารเคมีจำนวน 4 ครั้ง และเกิดจากเหตุอื่นๆ จำนวน 1 ครั้ง จากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 140 ราย ผู้เสียชีวิต 27 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 200 ล้านบาท การเกิดอุบัติภัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมามีจำนวนไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเกิดขึ้นประมาณ 20 กว่าครั้งต่อปี ซึ่งการรั่วไหลของสารเคมียังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมบ่อยครั้งที่สุด




สถานการณ์การร้องเรียนปัญหามลพิษ

  ในปี 2547 การร้องเรียนปัญหามลพิษ ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยระหว่างเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2547 มีจำนวนทั้งสิ้น 776 เรื่อง สาเหตุการร้องเรียนที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอาจเนื่องมาจากประชาชนสามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมาย และวิธีการแจ้งเหตุร้องเรียนได้มากขึ้น ซึ่งจากสถิติพบว่าการแจ้งเหตุร้องเรียนทางโทรศัพท์มีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37 รองลงมาคือ ศูนย์บริการประชาชนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ ร้อยละ 16 และ11 ตามลำดับ ปัญหามลพิษที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด คือ ปัญหามลพิษทางกลิ่นเหม็น คิดเป็นร้อยละ 39 รองลงมาคือ มลพิษทางฝุ่นละอองหรือเขม่าควัน มลพิษทางน้ำ และมลพิษทางเสียง คิดเป็นร้อยละ 26 ร้อยละ 16 และร้อยละ 12 ตามลำดับ จังหวัดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานและนครปฐม ตามลำดับ

กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้วเสร็จจำนวนทั้งสิ้น 422 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 55 ติดตามผลแก้ไขปัญหายุติจำนวน 189 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 24 และอยู่ระหว่างดำเนินการจำนวนทั้งสิ้น 165 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 21 และจากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องร้องเรียน พบว่า มีความพึงพอใจร้อยละ 78 ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการเพิ่มช่องทางการบริการรับเรื่องร้องทุกข์ โดยจัดโครงการคาราวานสิ่งแวดล้อมเข้ารับฟังปัญหามลพิษของประชาชนในพื้นที่ แก้ไขปัญหามลพิษ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการในอันที่จะก่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี


ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ดาวน์โหลด: Report47.pdf (สรุป) [pdf: 4.29 MB]
สิ่งพิมพ์: สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย พ.ศ. 2547




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม