สถานการณ์คุณภาพน้ำเจ้าพระยา


บทนำ
ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่มาของชื่อ “เจ้าพระยา”
สภาพปัญหา
ประเภทแหล่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
มาตรฐานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
สถานการณ์คุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ปี 2549
 
  • เจ้าพระยาตอนบน
  •  
  • เจ้าพระยาตอนกลาง
  •  
  • เจ้าพระยาตอนล่าง
  • ความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ
    แหล่งกำเนิดมลพิษ
    น้ำเสียจากแหล่งกำเนิด
     
  • น้ำทิ้งจากชุมชน
  •  
  • น้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม
  •  
  • น้ำทิ้งจากเกษตรกรรม
  • ประเด็นปัญหา
    แนวโน้มของคุณภาพน้ำในอนาคต
    มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
     
  • การจัดการน้ำทิ้งจากชุมชน
  •  
  • การจัดการน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม
  •  
  • การจัดการน้ำทิ้งจากเกษตรกรรม
  •  
  • การจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
  • การดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ
     
  • การตรวจวัดคุณภาพน้ำ
  •  
  • ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ
  •  
  • ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน
  • ข่าวสารเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา


    1. บทนำ

    แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลักและเป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย มีความยาวประมาณ 379 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดบนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 10,270 ตารางกิโลเมตร ได้แก่ นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ โดยจังหวัดนครสวรรค์เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ในลุ่มน้ำมากที่สุด รองลงมา คือกรุงเทพมหานคร


    *ประเทศไทย หรือที่เรียกกันในอดีตว่า "ประเทศสยาม" นั้น เป็นบ้านเมืองเก่าแก่ที่มีการสืบเนื่องทางศิลปวัฒนธรรมแต่โบราณเรื่อยมาเมื่อก่อนมักเข้าใจกันว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเริ่มต้นจากทิศเหนือลงใต้ จากสุโขทัยมาสู่กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ แต่อันที่จริงแล้วความเป็นบ้านเมืองนั้นเริ่มเกิดขึ้นในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อน จนภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมจึงส่งเสริมให้ชุมชนภายในขยายตัวเกิดเป็นบ้านเมืองหรือรัฐขึ้น แม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีบทบาทต่อการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านเมืองในสยามประเทศ ไหลหล่อเลี้ยงชีวิตและแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์มาแต่ดึกดำบรรพ์เป็นแหล่งกำเนิดของศิลปวัฒนธรรม ประเพณีอันมีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น เป็นเส้นทางคมนาคมค้าขาย อันนำมาซึ่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นเส้นทางถ่ายทอดวัฒนธรรม และเป็นประตูเปิดรับอารยธรรมความเจริญจากภูมิภาคอื่น จึงไม่แปลกใจที่พัฒนาการของสยามประเทศเกิดขึ้นบนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสาขามาโดยตลอด ราชธานีสำคัญ 3 สมัยของไทย คือ กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ล้วนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายหลักนี้ทั้งสิ้น
    ภาพถ่ายแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยรัชกาลที่ 5
    ช่วงที่เลียบขนานไปกับถนนเจริญกรุง
    จะมองเห็นเรือกลไฟ และปล่องโรงสี
    อยู่เรียงรายตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

    แม่น้ำเจ้าพระยา : มารดาแห่งสยามประเทศ (The Chao Phya River : Mother of Siam)

    แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำที่คนไทยรู้จักกันดี ด้วยเป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศมีต้นกำเนิดจากแม่น้ำใหญ่ 4 สายคือ ปิง วัง ยม และน่าน ที่ไหลมาจากขุนเขาทางภาคเหนือของไทยจากสี่สาย แม่น้ำวังรวมกับแม่น้ำปิง และแม่น้ำยมรวมกับแม่น้ำน่านกลายเป็นสองคือ แม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่าน แล้วไหลรวมเป็นหนึ่งที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา


    จากปากน้ำโพ แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งโยงใยด้วยแม่น้ำลำคลองอีกหลายสาย ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ชุมชนสองฟากฝั่ง ผ่านราชธานีเก่าของไทยสองแห่งคือ กรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงไทยในปัจจุบันคือ กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะไหลออกอ่าวไทยที่ปากน้ำสมุทรปราการ รวมความยาวของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพจนออกทะเลทั้งสิ้น 370 กิโลเมตร


    เมื่อหลายพันปีก่อนบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้เคยเป็นทะเลมาก่อน ชายฝั่งทะเลเคยขึ้นสูงถึงบริเวณจังหวัดลพบุรีแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยดึกดำบรรพ์จึงยังไม่เป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ บริเวณที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน อาทิ จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ นั้นล้วนเคยเป็นทะเลมาก่อน ดังที่เคยขุดพบซากปลาวาฬที่บางเขน กรุงเทพฯ


    จนเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว ก็มีชุมชนบ้านเมืองเกิดขึ้นตามชายขอบอ่าวไทย เช่น เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เมืองนครชัยศรี(นครปฐม) เมืองพระรถ (ชลบุรี) เมืองศรีมโหสถ (ปราจีนบุรี) เมืองดงละคร (นครนายก) และเมืองอู่ตะเภา (สระบุรี) ต่อมาเมื่อเกิดการสั่งสมของตะกอนปากแม่น้ำหลายสายก็เกิดเป็นสันดอนและแผ่นดินใหม่ในที่สุดน้ำทะเลก็ค่อยๆ ถอยร่นลงมาจนมีชายฝั่งทะเลอย่างที่เห็นปัจจุบัน ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันแม่น้ำเจ้าพระยาจึงเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอ ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ เช่นการขุดคลองลัดเพื่อย่นระยะทางแม่น้ำที่คดเคี้ยวแต่ก่อนแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มีชื่อเรียกว่า "เจ้าพระยา" ชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เรียกแม่น้ำสายนี้ว่าแม่น้ำเฉยๆ ไม่มีชื่อเจ้าพระยา จนกระทั่งปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมีชื่อเรียกปากแม่น้ำสายนี้ว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา ด้วยเหตุที่มีบางๆ หนึ่งชื่อ บางเจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่ปากน้ำ จนในที่สุดก็เรียกแม่น้ำทั้งสายว่า แม่น้ำเจ้าพระยา


    ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้เริ่มมีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานราวยุคโลหะหรือเมื่อประมาณ 2,500 ปีมานี้เอง จนกระทั่งเมื่อมีการติดต่อสัมพันธ์กับบ้านเมืองที่อยู่โพ้นทะเลโดยเฉพาะอินเดียและจีน ก็พัฒนาเป็นบ้านเมือง มีกษัตริย์ปกครองเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 7-8 ส่วนในภาคเหนือของไทยนั้นพบชุมชนโบราณน้อยมาก เพิ่งเกิดเป็นบ้านเมืองย่างเข้าพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองต่างๆ ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อราวพันกว่าปีก่อนนั้นกระจายกันอยู่ตามลำน้ำสำคัญ เช่น เมืองอู่ทองและเมืองนครชัยศรีในลุ่มน้ำท่าจีน เมืองคูบัวในลุ่มแม่น้ำกลอง เมืองละโว้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมืองศรีมโหสถในลุ่มน้ำบางปะกง และเมืองศรีเทพในลุ่มน้ำป่าสัก โดยเมืองเหล่านี้ต่างเป็นอิสระและสัมพันธ์กันในลักษณะเป็น "สหพันธรัฐ" จนเมื่อจีนเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา การค้าในเอเชียก็เฟื่องฟูขึ้น ส่งผลให้เมืองที่อยู่ใกล้ทะเลพัฒนาเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญขึ้นมา และมีความต้องการสินค้าจากบ้านเมืองภายในมากขึ้นเกิดการขยายเส้นทางการค้าระหว่างเมืองท่ากับเมืองภายในเกื้อหนุนซึ่งกันและกันโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำสาขาเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก มีผลให้เกิดรัฐขึ้น ทั้งที่เป็นเมืองท่า ได้แก่เมืองอโยธยาซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นกรุงศรีอยุธยา และเมืองภายในได้แก่ สุโขทัย และเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของแคว้นสำคัญภายใน 2 แห่งคือแคว้นสุโขทัยกับแคว้นล้านนา


    ที่มา : หนังสือแม่น้ำเจ้าพระยา : มารดาแห่งสยามประเทศ (The Chao Phya River : Mother of Siam)
    เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


    2. ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา

    แม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำ 4 สาย ที่ไหลมารวมกัน คือ แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน
    ดังนี้
    • แม่น้ำวังไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิง ที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก
    • แม่น้ำยมไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
    • แม่น้ำปิง ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
    • จากนั้นจึงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสะแกกรังบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
    • แยกออกเป็นแม่น้ำท่าจีนทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
    • ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    • ไหลผ่านกรุงเทพมหานครและลงสู่อ่าวไทยในเขตจังหวัดสมุทรปราการ
       

    3. ที่มาของชื่อ “เจ้าพระยา”

    แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลักสายหนึ่งของประเทศไทย รวมตัวจากแม่น้ำสายหลัก 4 สายจากภาคเหนือ ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน โดยไหลมารวมตัวกันที่ปากน้ำโพ รวมเป็นสายเดียว และไหลออกสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ โดยเรียกรวมว่า "แม่น้ำเจ้าพระยา" แม่น้ำอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของแผ่นดินสยาม


    สำหรับที่มาของชื่อ "เจ้าพระยา" นั้นไม่มีหลักฐานปรากฏชัด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "ที่เราเรียกกันว่าปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้ แต่โบราณเรียกว่าปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอกห่างออกไปไกล เมืองพระประแดงจึงเรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา"


    ด้าน ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเล่าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาว่าเริ่มต้นที่จุดรวมของแม่น้ำน่าน และแม่น้ำปิง ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ไปสิ้นสุดไหลออกทะเลที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ตำบลตรงที่แม่น้ำนี้ไหลออกทะเลนั้นเคยมีชื่อว่า "เจ้าพระยา" ชื่อตำบลนั้นก็เลยใช้เรียกชื่อแม่น้ำทั้งสายว่า "แม่น้ำเจ้าพระยา" เช่นเดียวกับที่เอาชื่อตำบลที่แม่น้ำสายอื่นๆ ไหลออกสู่ทะเลเรียกเป็นชื่อแม่น้ำ เช่น แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง เป็นต้น


    ข้อมูลจากนักค้นคว้าศึกษาโดย เอนก นาวิกมูล กล่าวว่าเจ้าพระยามีสาขาแยกออกไปหลายสาย เช่น แยกไปทางชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร เรียกเป็นแม่น้ำมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี และแม่น้ำท่าจีน ต่างออกไปตามลำดับ แยกออกไปอีกสายหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำลพบุรี ส่วนที่เป็นลำคลองเชื่อมเจ้าพระยากับแม่น้ำอื่นก็มี เช่น คลองบางแก้ว คลองบางโผงเผง คลองรังสิต คลองบางบัวทอง คลองดาวคะนอง คลองพระโขนง คลองสำโรง เป็นต้น


    แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงล่างคดเคี้ยวกว่าตอนบน ด้วยแผ่นดินค่อยๆ ลาดลง สายน้ำไหลช้าจนบางแห่งวกวนกลายเป็นรูปเกือกม้า เอกสารจากอดีตทำให้เห็นภาพน้ำเซาะแผ่นดินจนกลายเป็นเกาะเล็กๆ หลายแห่ง เรื่องเกาะในลำน้ำเจ้าพระยา และลำคลองที่เรียกกันทุกวันนี้ว่าคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ แต่ก่อนโน้นก็เคยเป็นตัวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลคดเคี้ยวไปมา แต่เหตุที่แม่น้ำมากลายเป็นคลองก็เพราะลำน้ำช่วงนี้เดิมอ้อมมากนักจนมีเรื่องเล่าในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ฉบับแรกของปี พ.ศ.2408 (เข้าใจกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ว่า แม้ลืมหม้อข้าวไว้ที่ทางเหนือน้ำ อ้อมแม่น้ำไปทางซ้าย จนตกเย็น ลงมาถึงอีกคุ้งหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าลืมหม้อข้าวไว้ที่คุ้งบน ยังสามารถเดินลัดไปเอาหม้อข้าวมาได้ (ระยะทางไม่กี่กิโลเมตรคือจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ลงไปถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ปากคลองบางกอกใหญ่)


    4. สภาพปัญหา

    ในช่วงระยะที่ผ่านมาปรากฏว่ามีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำอย่างกว้างขวาง ทั้งเพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภค แต่เนื่องจากการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อ วัตถุประสงค์ต่างๆ ดังกล่าว เกิดจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรสภาพทางเศรษฐกิจและทางสังคม รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เป็นการใช้ที่มิได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว จึงเป็นผลให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาประสบปัญหาหลายประการ เป็นต้นว่า การขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปัญหาคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลง ปัญหาการนำน้ำบาดาลมาใช้โดยการสูบน้ำอย่างมากมายปราศจากการควบคุมทำให้เกิดปัญหาแผ่นดินทรุด ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนเนื่องจากการระบายน้ำไม่ทัน การรุกล้ำของน้ำเค็ม รวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งในการใช้น้ำ ซึ่งปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้ตระหนักและพยายามดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามาโดยลำดับ แต่การดำเนินการที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังมุ่งไปในประเด็นของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยรวม ขาดประสิทธิภาพและไม่เป็นระบบ

    5. ประเภทแหล่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

    ตามประกาศกรมควบคุมมลพิษเรื่องกำหนดประเภทแหล่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนที่ 62 ง ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ได้กำหนดประเภทแหล่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เป็น 3 ช่วง ดังนี้

    • แม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ตั้งแต่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ลงมาจนถึงป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมระยะทาง 237 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำประเภทที่ 2
    • แม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง ตั้งแต่ป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) รวมระยะทาง 80 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำประเภทที่ 3
    • แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) ถึงปากแม่น้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ รวมระยะทาง 55 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำประเภท ที่ 4

    6. มาตรฐานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

    บริเวณ
    มาตรฐาน
    แหล่งน้ำ
    DO
    BOD
    FCB
    หมายเหตุ
    เจ้าพระยาตอนบน
    ประเภทที่ 2
    > 6.0 mg/L
    < 1.5 mg/L
    < 1,000 หน่วย
    จากจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา
    จังหวัดนครสวรรค์ ถึงป้อมเพชร
    จังหวัดระนครศรีอยุธยา
    รวมระยะทาง 237 กิโลเมตร
    (กิโลเมตรที่ 379 ถึง 142)
    เจ้าพระยาตอนกลาง
    ประเภทที่ 3
    > 4.0 mg/L
    < 2.0 mg/L
    < 20,000 หน่วย
    จากป้อมเพชร จังหวัดพระ
    นครศรีอยุธยา ถึงศาลากลาง
    จังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า)
    รวมระยะทาง 80 กิโลเมตร
    (กิโลเมตรที่ 142 ถึง 62)
    เจ้าพระยาตอนล่าง
    ประเภทที่ 3
    > 2.0 mg/L
    < 4.0 mg/L
    -
    จากศาลากลางจังหวัดนนทบุรี
    (หลังเก่า) ถึงองค์พระสมุทรเจดีย์
    จังหวัดสมุทรปราการ
    รวมระยะทาง 55 กิโลเมตร
    (กิโลเมตรที่ 62 ถึง 7 )

    7. สถานการณ์คุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ปี 2549

    กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักจัดการคุณภาพน้ำ ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 1-16 กระทรวงทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการติดตามตรวจวัดคุณภาพน้ำทุกๆ 3 เดือน โดยมีสถานีตรวจวัดทั้งสิ้น 18 สถานี ซึ่งผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในปี 2549 ดังนี้

  • เจ้าพระยาตอนบน


  • ช่วงตั้งแต่ป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงจุดเริ่มต้นแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์ กำหนดเป็นแหล่งน้ำประเภทที่ 2 โดยมีดัชนีคุณภาพน้ำตามมาตรฐานดังนี้
    1. ค่าออกซิเจนละลาย (DO) ไม่ต่ำกว่า 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    2. ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD) ไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร
    3. ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ไม่เกิน 5,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร
    4. ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม ไม่เกิน 1,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร
    ปัจจุบันแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน มีคุณภาพน้ำโดยรวมไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินประเภทที่ 2 หรือเกณฑ์ดี แต่มีคุณภาพน้ำลดต่ำลงไปอยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดยปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม

  • เจ้าพระยาตอนกลาง


  • ช่วงตั้งแต่ป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) รวมระยะทาง 80 กิโลเมตร กำหนดเป็นแหล่งน้ำประเภทที่ 3 โดยมีดัชนีคุณภาพน้ำตามมาตรฐานดังนี้
    1. ค่าออกซิเจนละลาย (DO) ไม่ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    2. ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD) ไม่เกิน 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    3. ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ไม่เกิน 20,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร
    4. ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) ไม่เกิน 4,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร
    ปัจจุบันแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง มีคุณภาพน้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ซึ่งได้ตามเกณฑ์มาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินที่กำหนด แต่มีบางช่วงที่คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม

  • เจ้าพระยาตอนล่าง


  • ตั้งแต่วัดพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ถึงศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) รวมระยะทาง 55 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำประเภทที่ 4 โดยมีดัชนีคุณภาพน้ำตามมาตรฐานดังนี้
    1. ค่าออกซิเจนละลาย (DO) ไม่ต่ำกว่า 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    2. ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD) ไม่เกิน 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    ปัจจุบันแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีคุณภาพน้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มสูง
    การเปลี่ยนแปลงของปริมาณออกซิเจนละลายในแม่น้ำเจ้าพระยา

    ค่าออกซิเจนละลาย (DO)
    ความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD)
    แบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB)

    8. ความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ

    ความเสื่อมโทรมของแม่น้ำเจ้าพระยา
    1. น้ำเสียจากการระบายน้ำทิ้ง จากชุมชนและตลาดริมน้ำ
    2. น้ำเสียจากการระบายน้ำทิ้ง จากโรงงานอุตสาหกรรม
         
    คลองบางเขน
    คลองเปรมประชาประชากร
    คลองบางเขนเก่า (นนทบุรี)

    9. แหล่งกำเนิดมลพิษ

  • แหล่งกำเนิดที่มีจุดกำเนิดแน่นอน (Point Source Pollution)
    1. น้ำทิ้งงชุมชน
    2. น้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม
    3. น้ำทิ้งจากฟาร์มปศุสัตว์
  • แหล่งกำเนิดที่มีจุดกำเนิดไม่แน่นอน (Non-Point Source Pollution)
    1. น้ำฝนชะจากพื้นที่ป่าไม้ / ชนบท / เกษตรกรรม
    2. น้ำฝนชะจากพื้นที่ชุมชน

    10. น้ำเสียจากแหล่งกำเนิด
    แหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบด้วย 4 แหล่งกำเนิด ได้แก่ ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และฟาร์มสุกร ทำให้เกิดน้ำเสียรวมทั้งหมดประมาณ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD Loading) ทั้งสิ้น 369,421 กิโลกรัมต่อวัน โดยมาจากชุมชน ร้อยละ 71 โรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ 18 เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ร้อยละ 8 และฟาร์มสุกร ร้อยละ 3
     
  • น้ำทิ้งจากชุมชน


  • ปริมาณน้ำเสียที่ระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนประชากรและมีความสัมพันธ์กับปริมาณการใช้น้ำจากครัวเรือน ปี 2549 มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 9,200,432 คน ทำให้เกิดปริมาณน้ำเสีย 3,255,794 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 573,703 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แต่เนื่องจากความสกปรกเกิดการย่อยสลายภายใน ท่อรวบรวมน้ำเสียไปส่วนหนึ่ง ดังนั้น ปริมาณความสกปรกที่ระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาคิดเป็น 260,464 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แยกเป็นจำนวนประชากร ปริมาณน้ำเสีย และปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีที่เกิดในแต่ละช่วงของแม่น้ำ ดังนี้
     

    (1) เจ้าพระยาตอนบน จำนวนประชากรทั้งสิ้น 732,571 คน มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 157,063 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 12,565 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    (2) เจ้าพระยาตอนกลาง จำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,521,343 คน มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 328,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี เท่ากับ 26,289 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    (3) เจ้าพระยาตอนล่าง จำนวนประชากรทั้งสิ้น 6,946,581 คน มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 2,770,121 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี เท่ากับ 221,610 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    ขณะนี้ ชุมชนระดับเทศบาลในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีการจัดการน้ำเสียโดยการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมแล้ว 9 พื้นที่ จำนวนระบบฯ 15 แห่ง (ไม่รวมจังหวัดสมุทรปราการ) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดใน 9 พื้นที่ จำนวน 1,317,647 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 130,872 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีที่บำบัดได้ 20,427 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน (คำนวณจากบีโอดีน้ำทิ้ง 20 มิลลิกรัมต่อลิตร)
  • น้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม


  • ปี 2549 พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 36,361 แห่ง เป็นโรงงานที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำในระดับปานกลางและระดับสูง จำนวน 5,620 แห่ง คิดเป็นปริมาณน้ำเสียที่ระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 304,581 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 64,936 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แยกเป็นปริมาณน้ำเสียและความสกปรกในรูปบีโอดีที่เกิดในแต่ละช่วงของแม่น้ำ ดังนี้

     
    (1) เจ้าพระยาตอนบน มีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ 169แห่ง ปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 9,144 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นความสกปรกในรูปบีโอดี เท่ากับ 1,110 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน โดยประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดความสกปรกของน้ำทิ้งในรูปบีโอดีสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ อุตสาหกรรมฆ่าสัตว์ (ประเภทที่ 4) อุตสาหกรรมอาหารจากแป้ง (ประเภทที่ 10) และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับน้ำนม (ประเภทที่ 5) ตามลำดับ


    (2) เจ้าพระยาตอนกลาง มีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ 516แห่ง ปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 27,939 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นความสกปรกในรูปบีโอดี เท่ากับ 19,063 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน โดยประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดความสกปรกของน้ำทิ้งในรูปบีโอดีสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ อุตสาหกรรมห้องเย็น (ประเภทที่ 92) อุตสาหกรรมฆ่าสัตว์ (ประเภทที่ 4) และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผัก พืช หรือผลไม้ (ประเภทที่ 8) ตามลำดับ


    (3) เจ้าพระยาตอนล่าง มีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ 4,935 แห่ง ปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 267,499 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นความสกปรกในรูปบีโอดี เท่ากับ 44,763 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน โดยประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดความสกปรกของน้ำทิ้งในรูปบีโอดีสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับสัตว์น้ำ (ประเภทที่ 6) อุตสาหกรรมห้องเย็น (ประเภทที่ 92) และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเมล็ดพืชหรือหัวพืช (ประเภทที่ 9) ตามลำดับ


  • น้ำทิ้งจากเกษตรกรรม


  • 1) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
    ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งหมด จำนวน 202,192 ไร่ คิดเป็นจำนวนเกษตรกร 77,849 ราย ทำให้เกิดปริมาณน้ำเสีย 3,289,484 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD Loading) เท่ากับ 71,411 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน โดยมีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยา 107,895 ไร่ มีจำนวนเกษตรกร 20,304 ราย ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น 1,246,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี 32,059 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แยกเป็นปริมาณน้ำเสียและความสกปรกในรูป บีโอดีที่เกิดในแต่ละช่วงของแม่น้ำ ดังนี้


     
    (1) เจ้าพระยาตอนบน พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2,803 ไร่ มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 28,130 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 924 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    (2) เจ้าพระยาตอนกลาง พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 20,353 ไร่ มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 228,648 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 6,615 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    (3) เจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 84,739 ไร่ มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 990,022 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 24,520 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    2) ฟาร์มสุกร
    พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเลี้ยงสุกรทั้งหมด 360,544 ตัว คิดเป็นจำนวนเกษตรกร 9,883 ราย ทำให้เกิดปริมาณน้ำเสีย 5,408 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี (BOD Loading) เท่ากับ 13,520 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน โดยมีจำนวนสุกรที่จะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยา 319,000 ตัว จำนวนเกษตรกร 4,762 ราย มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 4,785 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดี 11,964 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน แยกเป็นปริมาณน้ำเสียและความสกปรกในรูปบีโอดีที่เกิดในแต่ละช่วงของแม่น้ำ ดังนี้


     
    (1) เจ้าพระยาตอนบน จำนวนสุกรทั้งหมด 36,864 มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 553 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 1,383 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    (2) เจ้าพระยาตอนกลาง จำนวนสุกรทั้งหมด 127,528 มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 1,913 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 4,783 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน


    (3) เจ้าพระยาตอนล่าง จำนวนสุกรทั้งหมด 154,616 มีปริมาณน้ำเสียเกิดขึ้น 2,319 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีเท่ากับ 5,798 กิโลกรัมบีโอดีต่อวัน

  • การติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
  • กรมควบคุมมลพิษมีแผนการติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ จำพวกอาคารประเภท ก และที่ดินจัดสรรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมจังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ นครสวรรค์ สิงห์บุรี ชัยนาท และกรุงเทพมหานคร จำนวน 596 แห่ง ซึ่งในระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2551 ได้ตรวจสอบแล้ว 333 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 56 ของแผนที่วางไว้ โดยแบ่งเป็นอาคารประเภท ก 219 แห่ง และที่ดินจัดสรร 114 แห่ง
    ผลการติดตามตรวจสอบอาคารประเภท ก พบว่า มีอาคารที่เข้าข่ายอาคารประเภท ก 129 แห่ง ในจำนวนนี้ สามารถเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งได้ 118 แห่ง มีผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งแล้ว 41 แห่ง โดยมีอาคารประเภท ก ที่มีคุณภาพน้ำทิ้งผ่านมาตรฐาน จำนวน 16 แห่ง และเกินมาตรฐาน 25 แห่ง

    สำหรับการติดตามตรวจสอบที่ดินจัดสรร พบว่า เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้องควบคุมดูแล 27 แห่ง ในจำนวนนี้สามารถเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งได้ 18 แห่ง มีผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งแล้ว 7 แห่ง โดยมีที่ดินจัดสรรที่มีคุณภาพน้ำทิ้งผ่านมาตรฐาน จำนวน 3 แห่ง และเกินมาตรฐาน 4 แห่ง

    ในลำดับต่อไป กรมควบคุมมลพิษจะดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพให้กับแหล่งกำเนิดมลพิษที่มีคุณภาพน้ำทิ้งเกินมาตรฐาน โดยจะมีฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการในการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียของแหล่งกำเนิดให้สามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตรฐานที่กำหนด


    11. ประเด็นปัญหา

    จากผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและปริมาณความสกปรกในรูปบีโอดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา สรุปได้ว่า
    • ชุมชนเป็นแหล่งกำเนิดน้ำเสียสำคัญที่ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม คิดเป็นร้อยละ 71 ของปริมาณความสกปรกที่เกิดขึ้นทั้งหมดรองลงมาเป็นของเสียจากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นร้อยละ 10
    • แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีของเสียถูกระบายลงสู่แม่น้ำมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80

    12. แนวโน้มของคุณภาพน้ำในอนาคต

    จากคุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน หากไม่มีการดำเนินการที่จะเป็นการลดและควบคุมปริมาณของเสียที่จะระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติมจากปัจจุบัน ด้วยอัตราการเจริญเติบโตของประชากรและการประกอบกิจการทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม พบว่า คุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเสื่อมโทรมลงไปกว่าในปัจจุบัน โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง


    1. ปี 2549 คุณภาพน้ำ (DO) ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด โดยเฉพาะในช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและตอนกลาง
    2. กรณีที่การจัดการน้ำน้ำเสียดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คาดว่าในอนาคตอีก 5 ปี (2554) และ 10 ปี (2564) คุณภาพน้ำ (DO) จะยิ่งมีต่ำกว่าเกินมาตรฐานลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและตอนกลาง
     
    1. ปี 2549 คุณภาพน้ำ (BOD) เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด โดยเฉพาะในช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและตอนกลาง
    2. กรณีที่การจัดการน้ำน้ำเสียดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คาดว่าในอนาคตอีก 5 ปี (2554) และ 10 ปี (2564) คุณภาพน้ำ (BOD) จะยิ่งมีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและตอนกลาง
     

    13. มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

  • การจัดการน้ำทิ้งจากชุมชน
    1. ผลักดันให้มีการจัดสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมสำหรับชุมชนเมืองระดับเทศบาลตามลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการน้ำเสียชุมชน โดยมีพื้นที่เร่งด่วนที่ควรดำเนินการ จำนวน 14 แห่ง แบ่งเป็นการขยายประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียรวมที่จัดสร้างแล้ว 9 แห่ง และจัดสร้างระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ 5 แห่ง รวมวงเงินประมาณ 5,098 ล้านบาท สำหรับพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการให้พิจาณานำระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 98 และชะลอการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 มาใช้งาน ในวงเงินประมาณ 3,310 ล้านบาท เพื่อบำบัดน้ำเสียจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ
    2. ปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ พ.ศ. 2543 เพื่อกำหนดให้บ้านเรือนและอาคารติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และสนับสนุนและผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อใช้บังคับกับบ้านเรือนและอาคารที่จะปลูกสร้างใหม่ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ให้บริการบำบัดน้ำเสีย
    3. ปรับปรุงประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดให้ที่ดินจัดสรรทุกขนาดเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม
    4. ปรับปรุงกฎระเบียบภายใต้พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในการควบคุมการระบายน้ำเสียจากหมู่บ้านจัดสรร โดยจัดให้มีนิติบุคคลบ้านจัดสรรเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบและสามารถโอนระบบบำบัดน้ำเสียรวมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลได้ตามแต่จะตกลงกัน
    5. ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำเสียสำหรับบ้านเรือน ตลอดจนการตรวจประเมินและรับรองประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์การบำบัดน้ำเสีย
    6. สนับสนุนให้มีการจัดการน้ำเสียโดยเฉพาะบ้านเรือนและอาคารที่อยู่ริมน้ำด้วยการติดตั้งถังดักไขมันและระบบบำบัดน้ำเสียสำหรับบ้านเรือนและอาคาร
    7. ให้มีการกำหนดค่าบริการบำบัดน้ำเสียรวมไว้กับค่าน้ำประปาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสีย
    8. กำกับดูแลและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายให้แหล่งกำเนิดมลพิษซึ่งเป็นอาคารประเภท ก ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียและระบายน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งที่กำหนด ประกอบด้วย อาคารชุด โรงแรม หอพัก สถานบริการประเภทสถานอาบน้ำ นวดหรืออบตัว โรงพยาบาล โรงเรียนและอาคารสถาบันอุดมศึกษา ที่ทำการของราชการ รัฐวิสาหกิจหรือองค์การระหว่างประเทศและของเอกชน ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ตลาด ภัตตาคารหรือร้านอาหาร

  • การจัดการน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม
    1. กำหนดแนวนโยบายเพื่อควบคุมการตั้งหรือขยายโรงงานอุตสาหกรรมที่จะระบายน้ำทิ้งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับความสามารถในการรองรับมลพิษของแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยจะต้องมีการจัดการลดมลพิษที่เกิดขึ้นและควบคุมปริมาณความสกปรกที่เหมาะสม
    2. กำกับดูแลและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายให้โรงงานอุตสาหกรรมระบายน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งที่กำหนด
    3. พิจารณากำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งให้เข้มงวดขึ้นในพื้นที่วิกฤตที่มีความจำเป็น เช่น เจ้าพระยาตอนล่าง
    4. ส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด (Cleaner Production) และส่งเสริมการนำน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์
    5. ออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีมลพิษทางน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ

  • การจัดการน้ำทิ้งจากเกษตรกรรม
    1. กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเลี้ยงสุกรที่มีการกำหนดไว้แล้ว ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 5/2538 เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 112 ตอนที่ 58 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2538)
    2. ส่งเสริมและผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดให้กิจการการเลี้ยงสุกรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อให้การอนุญาตประกอบกิจการเป็นไปหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการควบคุมกิจการที่กำหนด
    3. ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กรมปศุสัตว์และกรมประมงสามารถจัดระบบการเลี้ยงสุกรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ครอบคลุมการจดทะเบียน และการพิจารณาความเหมาะสมในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    4. กำกับดูแลและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายให้ฟาร์มสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่และกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่มีพื้นที่เพาะเลี้ยงรวมกันตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียและระบายน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งที่กำหนด
    5. กำกับดูแลการเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อควบคุมปริมาณการเลี้ยงและการระบายของเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ

  • การจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
    1. กรมชลประทานเพิ่มการระมัดระวังการระบายน้ำที่มีคุณภาพต่ำออกจากประตูระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยา โดยควรควบคุมให้ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำที่ระบายออกไม่น้อยกว่า 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และพิจารณาปรับเปลี่ยนประตูระบายน้ำจากการระบายน้ำด้านล่างเป็นการระบายในระดับที่สูงกว่าท้องคลองหรือทางน้ำชลประทาน หรือระบายน้ำแบบไหลล้นด้านบนบานประตูเพื่อป้องกันการชะล้างตะกอนที่สะสมด้านหน้าประตูระบายน้ำ ลงสู่แหล่งน้ำระบายน้ำแบบไหลล้นด้านบนบานประตูเพื่อป้องกันการชะล้างตะกอนที่สะสมด้านหน้าประตูระบายน้ำลงสู่แหล่งน้ำ
    2. ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและให้มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติเพื่อการเตือนภัยคุณภาพน้ำ
    3. โยกย้ายหรือรื้อถอนสิ่งก่อสร้างผิดกฎหมายที่ล่วงล้ำลำน้ำ เพื่อป้องกันการระบายน้ำเสียและการสะสมของของเสียในแหล่งน้ำ

    13. การดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ

  • การตรวจวัดคุณภาพน้ำ


  • กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักจัดการคุณภาพน้ำ ได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2535 โดยแบ่งการตรวจวัดเป็น 2 ประเภท คือ


    1) การตรวจวัดโดยเจ้าหน้าที่ :
    โดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค ทำการตรวจวัดคุณภาพน้ำ ดังนี้
  • จุดตรวจวัดทั้งหมด 18 สถานี
  • ความถี่ในการตรวจวัด ราย 3 เดือน (ปีละ 4 ครั้ง)
  • ตรวจวัดดัชนีคุณภาพน้ำทั้งหมด 28 พารามิเตอร์
  •  
    2) การตรวจวัดโดยสถานีอัตโนมัติ :
    โดยกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินการ ดังนี้
  • สถานีตรวจวัดทั้งหมด 4 สถานี
  • ความถี่ในการตรวจวัด รายวัน (ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง)
  • ตรวจวัดดัชนีคุณภาพน้ำทั้งหมด 5 พารามิเตอร์
  •    
    ดัชนีคุณภาพน้ำ (28 พารามิเตอร์)
    พื้นฐาน
    ทั่วไป
    โลหะหนัก
    ยาฆ่าสตรูพืช / สัตว์
    รังสี / สารพิษ
    สี กลิ่น และรส
    บีโอดี (BOD) ทองแดง / แคดเมียม Organochlorine
    อังสีแอลฟา / เบตา
    อุณหภูมิน้ำ
    แบคทีเรีย นิเกิล / โครเมียม DDT / BHC
    ฟินอล / ไซยาไนด์
    ความเป็นกรดและด่าง (pH)
    ไนเตรต-ไนโตเจน แมงกานีส / ตะกั่ว Dieldrin /Aldrin  
    ออกซิเจนละลาย (DO)
    แอมโมเนีย-ไนโตรเจน สังกะสี /ปรอท /สารหนู Epoxide  

  • ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ


  • รายงานคุณภาพน้ำ
    ข้อมูลการตรวจวัด
    1. รายวัน
    สถานีอัตโนมัติ
    2. รายสัปดาห์
    สถานีอัตโนมัติ
    3. รายเดือน
    สถานีอัตโนมัติ
    4. รายไตรมาส
    จุดตรวจวัดทั้งหมด 18 สถานี
    5. รายปี
    จุดตรวจวัดทั้งหมด 18 สถานี

      1. รายงานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารายวัน
    ปริมาณออกซิเจนละลาย(DO)
    ในแม่น้ำเจ้าพระยา

    Connection Failure

     
    มาตรฐานคุณภาพน้ำ
    ระดับปริมาณออกซิเจนละลาย (DO)
    คุณภาพน้ำ
    การใช้ประโยชน์
    6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ขึ้นไป
    ดี
    (ประเภท 2)
    การอนุรักษ์สัตว์น้ำ การประมง การว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำ การอุปโภคและบริโภค โดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน  
    ระหว่าง 4.0 - 6.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    พอใช้
    (ประเภท 3)
    การเกษตร การอุปโภคและบริโภค โดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อน  
    ระหว่าง 2.0 - 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    เสื่อมโทรม
    (ประเภท 4)
    การอุตสาหกรรม การอุปโภคและบริโภค โดยต้องทำการฆ่าเชื้อโรคและปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นพิเศษก่อน
    ต่ำกว่า 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร
    เสื่อมโทรมมาก
    (ประเภท 5)
    การคมนาคม

      2. รายงานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารายสัปดาห์
    ระยะเวลา
    คำอธิบาย
    ข้อมูล
    คุณภาพน้ำในช่วงวันที่ 28 เม.ย.- 4 พ.ค.51 คุณภาพน้ำในช่วงวันที่ 28 เม.ย.- 4 พ.ค.51 เมื่อพิจารณาจากปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (DO) คุณภาพน้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใช้จนถึงเสื่อมโทรม แต่ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ (ไม่น้อยกว่า 3 มก./ลิตร) ยกเว้นบริเวณสะพานกรุงเทพเนื่องมีค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก

    คลิกขยายรูป

    คุณภาพน้ำในช่วงวันที่ 21-27 เม.ย.51 คุณภาพน้ำในช่วงวันที่ 21-27 เม.ย.51 เมื่อพิจารณาจากปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (DO) คุณภาพน้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใช้จนถึงเสื่อมโทรม แต่ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ (ไม่น้อยกว่า 3 มก./ลิตร) ยกเว้นบริเวณสะพานกรุงเทพเนื่องมีค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก

    คลิกขยายรูป

      3. รายงานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารายเดือน
    ระยะเวลา
    คำอธิบาย
    ข้อมูล
    ช่วงเดือนมี.ค. – เม.ย. 2551 คุณภาพน้ำ (DO) ในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนที่ผ่านมา (มี.ค. – เม.ย. 2551) พบว่าในเดือน เมษายน 2551 คุณภาพน้ำโดยรวมคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ยกเว้นสถานีบางไทร สถานีปากเกร็ด สถานีสะพานกรุงเทพ

    คลิกขยายรูป

    ในช่วงเดือนก.พ. – มี.ค. 2551 คุณภาพน้ำ (DO) ในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนที่ผ่านมา (ก.พ. – มี.ค. 2551) พบว่าในเดือนมีนาคม 2551 คุณภาพน้ำโดยรวมคุณภาพน้ำใกล้เคียงกับเดือนกุมภาพันธ์ ยกเว้นสถานีชัยนาท ในเดือนมีนาคมคุณภาพน้ำดีขึ้นจากเดิม

    คลิกขยายรูป

      4. รายงานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารายไตรมาส (กรกฎาคม – กันยายน 2550)
    คำอธิบาย
    1. เจ้าพระยาตอนบน คุณภาพน้ำ(DO) อยู่ในเกณฑ์ดี เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
    2. เจ้าพระยาตอนกลาง คุณภาพน้ำ(DO) อยู่ในเกณฑ์พอใช้ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
    3. เจ้าพระยาตอนล่าง คุณภาพน้ำ(DO) อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ตั้งแต่สะพานกรุงเทพ ถึง จ.สมุทรปราการ อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก (DO น้อยกว่า 2.0 มก./ล.)

      5. รายงานคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารายปี (มกราคม – กันยายน 2550)
    คำอธิบาย
    1. เจ้าพระยาตอนบน คุณภาพน้ำ(DO) ไตรมาส 1 อยู่ในเกณฑ์ดี ไตรมาส 2 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ไตรมาส 3 อยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อเทียบ 3 ไตรมาส มีแนวโน้มดีขึ้น อยู่ในเกณฑ์ดี เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
    2. เจ้าพระยาตอนกลาง คุณภาพน้ำ(DO) ไตรมาส 1 อยู่ในเกณฑ์ดี ไตรมาส 2 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ไตรมาส 3 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดยบริเวณป้อมเพชร จ.พระนครศรีอยุธยา ในไตรมาส 2 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก เมื่อเทียบ 3 ไตรมาส มีแนวโน้มลดลง อยู่ในเกณฑ์พอใช้ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
    3. เจ้าพระยาตอนล่าง คุณภาพน้ำ(DO) ไตรมาส 1 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ไตรมาส 2 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ไตรมาส 3 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก โดยบริเวณตั้งแต่สะพานกรุงเทพ ถึง จ.สมุทรปราการ ในไตรมาส 3 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก เมื่อเทียบ 3 ไตรมาส มีแนวโน้มลดลง อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม

  • ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน

  • ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2550 ทรงรับสั่งให้คนไทยช่วยกันรักษาผืนป่า และรักษาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยานั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้มีการดำเนินการต่างๆ ดังนี้
    1. ตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2535
    2. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์คุณภาพน้ำ แหล่งกำเนิดมลพิษและปัญหาที่เกิดขึ้น
    3. จัดทำนโยบาย มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ ประสานส่วนเพื่อให้ข้อคิดเห็น และนำเสนอผู้บริหารและได้รับความเห็นชอบ
    4. จัดการประชุมและชี้แจงรายละเอียดข้อมูล นโยบาย มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เสนอเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2550
    5. กำลังดำเนินการจัดส่งมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำท่าจีนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำเป็นแผนงาน/โครงการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแต่ละหน่วยงาน
    6. ดำเนินการนำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่เป้าหมายมาแปลงเป็นแผนงาน/โครงการที่กรมควบคุมมลพิษจะดำเนินการภายใต้งบประมาณปี 2551
    7. ขณะนี้มาตรการดังกล่าวอยู่ในระหว่างการประมวลรวมร่วมกับมาตรการด้านความต้องการการใช้น้ำของกรมทรัพยากรน้ำเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี ต่อไป

    15. ข่าวสารเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

    1. รับพระราชเสาวนีย์ 7 แผนฟื้นฟูเจ้าพระยา
    2. เร่งสนองพระราชเสาวนีย์
    3. เจ้าพระยาสดใส เทิดไท้องค์ราชัน ดัน 7 มาตรการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ
    4. เรารักษ์เจ้าพระยา
    5. รักษ์เจ้าพระยา
    6. แม่น้ำเจ้าพระยาวิกฤติ ปลา - กุ้งสูญพันธุ์สัญญาณเตือนภัยน้ำเสีย
    7. ฟื้นคืนชีพเจ้าพระยา
    8. รบ.จัดโครงการฟื้นเจ้าพระยา
    9. อุตสหกรรม 4 จว. คืนความใสสะอาดเจ้าพระยา
    10. กรมชลจัดหน่วยล่องในเจ้าพระยาตรวจคุณภาพน้ำ
    11. คุมเข้มห้ามตั้งโรงงานริมเจ้าพระยา
    12. น้ำเจ้าพระยาแย่ที่หัวท้าย
    13. ผลตรวจเจ้าพระยาปากน้ำวิกฤติ
    14. โครงการปวงประชาร่วมใจ คืนน้ำใสให้เจ้าพระยา
    15. รมว.ทส. ตรวจราชการคลองแสนแสบ
     

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    ส่วนแหล่งน้ำจืด สำนักจัดการคุณภาพน้ำ
    กรมควบคุมมลพิษ

    โทรศัพท์ 0 2298 2256 โทรสาร 0 2298 2255
    E-mail : chao(dot)n(at)pcd(dot)go(dot)th