
 |
ระหว่าง 17 ตุลาคม 2549 - ปัจจุบัน
จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549 มีจังหวัดที่ประสบอุทกภัย จำนวน 47 จังหวัด โดยมีพื้นที่ที่สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 32 จังหวัด และยังคงมีพื้นที่ที่ยังประสบกับสถานการณ์อุทกภัย 15 จังหวัด ส่งผลให้หลายพื้นที่มีสภาพน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีการผันน้ำเข้าเก็บกักเอาไว้ในพื้นที่ว่างเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี และปทุมธานี รวมประมาณ 1.38 ล้านไร่
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.3, 4, 5, 6 และ 7) ได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำ พื้นที่ทุ่งรับน้ำ และพื้นที่น้ำท่วมขังในเมือง เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและสถานการณ์มลพิษที่จะเกิดขึ้น สำหรับการเตือนภัย ดังนี้
|
แผนที่แสดงรายละเอียดต่าง ๆ พื้นที่เกิดอุทกภัย
| | |
 |
|
 |
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำจากกรณีอุทกภัย
สถานการณ์น้ำท่วมที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549 มีจังหวัดที่ประสบอุทกภัย จำนวน 47 จังหวัด ส่งผลให้หลายพื้นที่มีสภาพน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีการผันน้ำเข้าเก็บกักเอาไว้ในพื้นที่ว่างเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี และนครปฐม
คุณภาพน้ำแม่น้ำสายหลักในพื้นที่น้ำท่วมซึ่งส่วนใหญ่จะมีน้ำท่วมเอ่อล้นชายตลิ่งของแม่น้ำไหลล้นเข้าท่วมบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งมีระดับน้ำสูงและมีการไหลอย่างต่อเนื่อง โดยระดับน้ำที่ท่วมจะอยู่ระดับเดียวกับน้ำในแม่น้ำ ซึ่งมีการชะล้างสิ่งสกปรกในพื้นที่น้ำท่วมลงสู่แม่น้ำ ทำให้คุณภาพน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงเสื่อมโทรมมาก ทั้งนี้อาจจะยังไม่มีปัญหาน้ำเน่าเหม็นถ้าหากยังมีการไหลระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหากระดับน้ำในแม่น้ำลดลงอาจมีการท่วมขังในพื้นที่ลุ่มซึ่งอาจจะเกิดการเน่าเหม็นได้ ในการนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขการเกิดปัญหาต่อคุณภาพน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ อันเนื่องจากการระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังและพื้นที่กักเก็บน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่น้ำลดระดับลงแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำจากภาวะน้ำท่วมดังนี้
1. การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษจึงได้จัดทำแผนการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและการรายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำ ดังนี้
1.1 การตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำในพื้นที่น้ำท่วมจำนวน 5 แม่น้ำ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน โดยการดำเนินงานแบ่งเป็น
- (1) ตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นรายวัน เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง (เริ่ม 1 พ.ย. - 15 ธ.ค.2549) ดำเนินการโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.3, 4, 5, 6 และ 7)
- (2) ตรวจวัดคุณภาพน้ำราย 2 สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เริ่ม 1 พ.ย.2549 - 31 ม.ค.2550) ดำเนินการโดยสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ
1.2 การตรวจวัดคุณภาพน้ำในทุ่งรับน้ำ ในพื้นที่น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม โดยทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นรายสัปดาห์เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง (เริ่ม 1 พ.ย.–15 ธ.ค.2549) ดำเนินการโดยสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ
1.3 การรายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำ โดยกรมควบคุมมลพิษได้จัดทำข่าวสถานการณ์คุณภาพน้ำประจำวัน (เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย.2549 เป็นต้นไป) และทำการประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์คุณภาพน้ำ ดังนี้
- (1) การจัดส่งโทรสารข่าวสารสถานการณ์คุณภาพน้ำให้หน่วยงานและประสานแจ้งจังหวัด เทศบาล สสภ. ทสจ. และสำนักงานประปาต่างๆ เพื่อแจ้งข้อมูลแกประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานส่วนกลางที่ได้รับข่าวสาร ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทาน เป็นต้น
- (2) ประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์คุณภาพน้ำ ผ่านทาง Website กรมควบคุมมลพิษ คือ www.pcd.go.th
2. การจัดการน้ำท่วมขังในเมือง น้ำท่วมขังในเมือง ในช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำหรือลำน้ำลดลง ควรรีบระบายน้ำที่ขังอยู่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสภาพน้ำเน่าเสีย เนื่องจากหากระบายน้ำเหล่านี้ลงสู่แม่น้ำหรือแหล่งน้ำในระยะต่อไป อาจทำให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพน้ำและต้องใช้น้ำที่มีคุณภาพดีเพื่อไล่น้ำเสียเหล่านี้ รวมทั้งอาจเกิดปัญหาการระบาดของยุงและพาหนะนำโรค โดยมีการดำเนินงานดังนี้
2.1 เร่งระบายน้ำบริเวณที่มีน้ำท่วมขังในเมืองออกจากพื้นที่ในช่วงที่สถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมได้คลี่คลายหรือลดความรุนแรงลงแล้ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดสภาพน้ำเน่าเสีย
2.2 กรณีพื้นที่น้ำท่วมขังไม่ใหญ่มาก หรือไม่สามารถระบายลงแหล่งน้ำได้ สามารถปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติหรือใช้สารกำจัดน้ำเสีย เช่น น้ำหมักชีวภาพ (EM) บำบัดในเบื้องต้นก่อน
3. การระบายน้ำออกจากทุ่งและพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในช่วงหลังจากที่ปริมาณน้ำได้ลดระดับลง มีแนวทางการดำเนินการดังนี้
3.1 กรณีที่น้ำยังไม่เน่าเสีย ควรระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว เนื่องจากหากทิ้งระยะไว้เป็นเวลานานจะทำให้น้ำในทุ่งและน้ำที่ท่วมขังเกิดการเน่าเสีย โดยเฉพาะท้องทุ่งที่มีการปลูกข้าว หากข้าวล้มจมน้ำจะยิ่งเพิ่มความสกปรก (BOD) ให้สูงขึ้น
3.2 กรณีที่น้ำเน่าเสีย การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำ จะทำให้แม่น้ำเกิดปัญหาคุณภาพน้ำขึ้นได้ ดังนั้นควรมีการดำเนินการดังนี้
- (1) ก่อนการระบายน้ำ ควรจัดทำข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ เพื่อเตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จากการระบายน้ำเน่าเสียจะทำให้เกิดปัญหาคุณภาพน้ำของแม่น้ำ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำดิบเพื่อการประปาและผู้ใช้น้ำในการประกอบอาชีพ เช่น ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น และจัดทำช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กว้างขวางผ่าน Website และสื่อต่างๆ
- (2) การระบายน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ มีแนวทางการต้องดำเนินการดังนี้
- พิจารณาอัตราการเจือจางน้ำเสียของแหล่งน้ำประกอบด้วย เช่น ในช่วงที่มีการระบายน้ำออกจากทุ่งหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง อาจเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ เพื่อช่วยเจือจางและไล่น้ำเสียให้เร็วที่สุด
- ไม่ควรระบายน้ำลงสู่แม่น้ำต่อเนื่องติดต่อกัน ควรหยุดระบายเป็นระยะๆ เพื่อให้แม่น้ำสามารถฟอกตัวเองและเจือจางความสกปรกได้อย่างเหมาะสม
- ไม่ควรระบายในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากในช่วงเวลากลางคืนปริมาณออกซิเจนในน้ำจะลดระดับลงกว่าช่วงเวลากลางวัน อันเนื่องจากในช่วงเวลากลางคืนไม่มีการสังเคราะห์แสงของพืช แต่จะมีการใช้ออกซิเจนจากการหายใจของพืชและสัตว์ และการใช้ออกซิเจนของตะกอนในน้ำ
4. การจัดการปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำจากภาวะน้ำท่วม จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ หากพบว่ามีปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม เช่น ตรวจสอบพบว่าในแหล่งน้ำมีปริมาณออกซิเจนละลายต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำได้ ดังนั้นควรมีแนวทางการดำเนินการดังนี้
4.1 ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ เพื่อเตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จากการระบายน้ำเน่าเสียจะทำให้เกิดปัญหาคุณภาพน้ำของแม่น้ำ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำดิบเพื่อการประปาและผู้ใช้น้ำในการประกอบอาชีพ เช่น ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น
4.2 กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสนับสนุนการระบายน้ำจากเขื่อนเพิ่มเติมกรณีจำเป็นเพื่อช่วยเจือจางและไล่น้ำเสียให้เร็วที่สุด
4.3 กรมชลประทานควรหยุดควรระบายน้ำจากทุ่งรับน้ำลงสู่แม่น้ำชั่วคราว เพื่อให้น้ำจากเขื่อนที่ต้นน้ำสามารถเจือจางความสกปรกในแม่น้ำ
4.4 กรณีที่น้ำลดระดับลงจนกลับสู่ภาวะปกติ (น้ำไม่ท่วม) กรมชลประทานควรหยุดควรระบายน้ำเสียจากทุ่งรับน้ำลงสู่แม่น้ำอย่างถาวร โดยอาจปล่อยให้น้ำแห้งลงตามธรรมชาติหรือมีใช้สารกำจัดน้ำเสีย เช่น น้ำหมักชีวภาพ (EM) บำบัดในเบื้องต้น
|
|
|
 |
 |
| ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ |
|  |
|
|
| |