แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงเรียน
แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับตลาดสด
แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับร้านอาหาร
แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงแรม
แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงพยาบาล
แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับสำนักงานเทศบาล


แนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงเรียน

โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาอบรมแก่เยาวชน การดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนจึงมุ่งเน้นที่การให้วิชาความรู้ในแขนงวิชาต่างๆ และการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีให้กับนักเรียนเพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในอนาคต กิจกรรมหลักของโรงเรียน อาทิ การเรียนการสอน โรงอาหารและห้องครัว สนามเด็กเล่น เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ต้องมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและทำให้เกิดขยะและน้ำเสียที่เทศบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรับภาระในการนำไปกำจัด ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนสามารถมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยการเอาใจใส่หาแนวทางเพื่อนำมาใช้ปรับเปลี่ยนวิธีการ ปฏิบัติในแต่ละกิจกรรม เพื่อทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม

ทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประโยชน์ หากโรงเรียนนำหลักการดังกล่าวมาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อปรับปรุง การบริหารจัดการและการเรียนการสอนของโรงเรียนเพื่อลดการเกิดของเสีย น้ำเสีย ลดการสูญเสียพลังงานน้ำ และทรัพยากรต่างๆ ที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการนำแนวปฏิบัติที่ดีไปใช้ในโรงเรียนจะต้องเริ่มที่ผู้บริหารโดยต้องให้ความสำคัญและกำหนดเป็นนโยบาย ขององค์กรที่จะนำหลักการของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดมาใช้กับการทำงานของกิจกรรมต่างๆ เสริมสร้างความรู้ให้กับครูและบุคลากรในโรงเรียน เช่น การใช้ไฟฟ้าและพลังงาน การใช้น้ำและการจัดการน้ำเสีย การลดปริมาณขยะ การใช้ประโยชน์จากของเสีย การเลือกซื้อและใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ถูกต้องการจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตลอดจนการจัดการด้านอนามัยและความปลอดภัย รณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับนักเรียนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน ส่งเสริมกิจกรรมที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การตั้งธนาคารขยะ การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ การทำสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ เป็นต้น รวมทั้งให้การสนับสนุนงบประมาณที่เหมาะสมในการดำเนินงาน

หากโรงเรียนนำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษในคู่มือเล่มนี้มา ใช้ในการบริหารจัดการ และสอดแทรกไว้ในกิจกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียน รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามผลการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องแล้ว นอกจากจะพบว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบำบัดและกำจัดของเสียแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อมใหักับนักเรียน ซึ่งจะทำให้มีการขยายผลไปสู่ ครอบครัวและชุมชนต่อไป

การดำเนินงานตามแนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียน

ขั้นตอนที่ 1 การสร้างคณะทำงาน

การมีส่วนร่วมของคนในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานตามแนวปฏิบัติที่ดีฯ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จึงต้องมีการสร้างคณะทำงานที่ประกอบ ด้วยผู้แทนจากแผนกสำคัญต่างๆ เริ่มตั้งแต่ ผู้บริหารโรงเรียน ครู/อาจารย์ แผนกงานครัว แผนกซ่อมบำรุง เป็นต้น คณะทำงานมีหน้าที่ให้ความเข้าใจและกระตุ้นให้บุคลากรทุกคนของโรงเรียนและนักเรียนมีความสนใจในการดำเนินงานตามแนวปฎิบัติที่ดี ฯ สนับสนุนและประสานงานระหว่างกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญ คือ ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย วิธีการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหา การติดตามและประเมินผล ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ขั้นตอนที่ 2 การสำรวจกิจกรรม

คณะทำงานที่ตั้งขึ้นดำเนินการสำรวจกิจกรรมหลักของโรงเรียนอย่างละเอียดเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมหลักแต่ละประเภท กับการใช้พลังงาน วัตถุดิบและทรัพยากร และผลของกิจกรรมกับของเสียที่เกิดขึ้น รวมถึงจุดหรือบริเวณใด ที่เกิดความสูญเสียและสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งกิจกรรมหลักของโรงเรียนประกอบด้วย

กิจกรรมสำนักงานทั่วไป

เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานบริหาร งานธุรการและการเงิน งานเอกสาร และการดูแลอำนวยการในโรงเรียน เช่น งานห้องสมุด งานห้องปฐมพยาบาล และงานพัสดุ เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆ การใช้น้ำ และวัสดุอุปกรณ์สำนักงาน ของเสียที่เกิดขึ้นจึงเป็นประเภทน้ำเสียและขยะมูลฝอยเป็นหลัก ซึ่งแสดงแผนภาพกิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมในโรงอาหารและห้องครัว

เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหาร ขายอาหาร และการทำความสะอาดภาชนะ ซึ่งเป็นส่วนที่มีการใช้ทรัพยากรประเภทไฟฟ้า น้ำใช้ เชื้อเพลิง วัตถุดิบ และเครื่องปรุงต่างๆ ทำให้เกิดขยะอินทรีย์ประเภทเศษอาหาร ผัก และผลไม้ ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งแสดงเป็นแผนภาพได้ดังนี้

กิจกรรมทำความสะอาด

เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทำความสะอาดให้ห้องเรียน อาคาร และพื้นที่ส่วนอื่นของโรงเรียน ผลของการดำเนินกิจกรรมจะทำให้เกิดของเสียที่ปนเปื้อนของสารเคมีรวมทั้งอันตรายและความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานด้วย ซึ่งแสดงเป็นแผนภาพได้ดังนี้

กิจกรรมซ่อมบำรุง

กิจกรรมส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์ ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำใช้ และการดูแลอาคารและสถานที่ เช่น สนาม ส่วนหย่อม เป็นต้น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมการรักษาประสิทธิภาพและอายุการใช้งานและอุปกรณืต่างๆ การป้องกันความเสี่ยงและอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบุคลากรของโรงเรียนและนักเรียน แสดงเป็นแผนภาพได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 3 การสำรวจการใช้ทรัพยากร

เมื่อดำเนินการสำรวจกิจกรรมหลักต่างๆ ในโรงเรียนแล้ว การดำเนินงานขั้นต่อไป คณะทำงานจะต้องดำเนินการสำรวจปริมาณการใช้ทรัพยากรอย่างละเอียด สำรวจลักษณะและความพร้อมในการใช้งานของวัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ บริเวณหรือจุดที่มีการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองหรือมีการรั่วไหลของพลังงงาน จุดที่มีความเสี่ยง หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีหรือไม่ถูกลักษณะเพื่อนไปสู่การแก้ไขปรับปรุงการใช้ทรัพยากรในแต่ละประเภทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 แนวปฏิบัติที่ดี

คู่มือเล่มนี้ได้จัดทำเป็นตารางแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงเรียน ซึ่งคณะทำงานสามารถใช้ในการสำรวจกิจกรรมและสำรวจการใช้ทรัพยากรแต่ละประเภทในแต่ละกิจกรรม ดังปรากฎตามรายการตรวจสอบ (Chedklist) แนวปฎิบัติที่ดีท้ายเล่ม โดยใส่เครื่องหมาย ลงใน ของข้อที่มีการดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่ดีแล้ว ในแต่ละกิจกรรม จากนั้นให้แสดงผลการสำรวจโดยรวบรวมเป็นคะแนนและค่าร้อยละเพื่อจะได้ทราบจากผลคะแนนรวมว่ามีเรื่องใด หรือข้อปฏิบัติใดที่ยังไม่ได้ทำหรือทำได้น้อย จะได้นำไปกำหนดเป็นแผนปฎิบัติงานและดำเนินการตามแผนต่อไป

แนวปฎิบัติที่ดี จะแบ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากลักษณะของกิจกรรม ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน 4 ด้าน

การจัดการการใช้พลังงาน

ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานที่มีการใช้มากที่สุดของโรงเรียน ได้แก่ ไฟฟ้าแสงสว่าง พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องขยายเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภทตู้เย็น แนวปฏิบัติที่ดีฯ จึงมุ่งเน้นการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธีและเท่าที่จำเป็นบำรุงและรักษาทำความสะอาดอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงาน สูงสุด ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติแทนการใช้ไฟฟ้า เลือกใช้อุปกรณ์ชนิดประหยัดไฟฟ้า เป็นต้น

การจัดการน้ำใช้และน้ำเสีย

การใช้น้ำที่ดีควรยึดหลักความประหยัดเช่นเดียวกับการใช้ไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดดน้ำ ดูและซ่อมแซมอุปกรณ์ไม่ให้เกิดการรั่วไหล เลือกใช้สารทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดความสกปรกของน้ำเสียด้วย วิธีการต่างๆ และนำน้ำเสียหรือน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์อื่น เป็นต้น

การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฎิกูล

ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะเป็นขยะประเภทบรรจุภัณฑ์หรือขยะรีไซเคิล เช่น ขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติก กระดาษ กระป๋องอลูมิเนียม ขยะอินทรีย์จากเศษอาหาร ผักและผลไม้ รวมทั้งขยะอันตรายประเภทหลอดไฟ กระป๋องสี เป็นต้น ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การคัดแยกขยะตามประเภท เพื่อนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหลักเลี่ยงการใช้วัสดุที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เป็นต้น

การจัดการด้านอนามัยและความปลอดภัย

การปฏิบัติงานในโรงเรียนจะต้องคำนึงถึงอนามัยและความปลอดภัยของบุคลากรและนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง เช่น จัดสภาพแวดล้อมของสถานที่ สนามเด็กเล่น ห้องเรียนตามหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ดูแลทำความสะอาดสถานที่อย่างสม่ำเสมอ ประกอบอาหารตามวิธีปฎิบัติตามมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารมีระบบการป้องกันอัคคีและการจัการเหตุฉุกเฉิน จัดเก็บสารเคมีและจัดการขยะอันตรายอย่างถูกวิธี เป็นต้น

จากตารางแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงเรียน ได้แบ่งกิจกรรมหลักของโรงเรียน ตามหมายเลขที่กำหนดดังนี้

หมายเลข 1 หมายถึง กิจกรรมสำนักงานทั่วไป
หมายเลข 2 หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอน
หมายเลข 3 หมายถึง กิจกรรมโรงอาหารและห้องครัว
หมายเลข 4 หมายถึง กิจกรรมทำความสะอาด
หมายเลข 5 หมายถึง กิจกรรมซ่อมบำรุง

ตัวอย่างวิธีลงรายการสำรวจและการคิดผลรวมคะแนนของงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วตามแนวปฏิบัติที่ดีฯ
แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียน (ตัวอย่าง)กิจกรรมที่
12345
การใช้พลังงานไฟฟ้า
หมวดไฟฟ้าแสงสว่าง

1. ปิดไฟในเวลาพักเที่ยงหรือที่เลิกการใช้งานหรือหมดความจำเป็นต้องใช้งาน การปิดสวิตช์ไฟบ่อยๆ ไม่ทำให้เปลืองไฟฟ้าแต่อย่างใด
2. เปิดม่านหรือหน้าต่างหรือติดตั้งกระเบื้องโปร่งแสงเพื่อรับแสงสว่างจากธรรมชาติแทนการใช้ แสงสว่างจากหลอดไฟ
3. กำหนดช่วงเวลาการเปิดปิดไฟให้เหมาะสมช่วงเวลาที่ใช้งาน 
4. จัดระบบสวิตช์ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ปรับเป็นสวิตช์เปิดปิด แบบแยกแถว แยกดวง เป็นต้น  
5. ติดสติ๊กเกอร์บอกตำแหน่งไว้ที่สวิตช์เปิดปิดหลอดไฟเพื่อเปิดใช้งานได้อย่างถูกต้อง  
6. ใช้อุปกรณ์และหลอดไฟชนิดประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น หลอดฟลูออกเรสเซนต์ (หลอดนีออน) แบบผอมแทนหลอดแบบธรรมดา (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 10) ใช้หลอดคอมแพ็กฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) แทนหลอดไส้ (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 75) ใช้โคมสะท้อนแสงแบบประสิทธิภาพสูง และใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์แทนบัลลาสต์แบบธรรมดา   
7. ตรวจวัดความเข้มแสงปีละ 2 ครั้ง บริเวณที่ใช้ปฏิบัติงานให้มีความเข้มข้นเหมาะสมตามเกณฑ์ (ค่ามาตรฐานความสว่างในห้องเรียนอยู่ระหว่าง 300- 500 ลักซ์) หากมีความสว่างเกินความจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องใช้ไฟแสงสว่างบริเวณนั้นควรถอดหลอดไฟออก บางหลอด และเพิ่มหลอดไฟในจุดที่แสงสว่างไม่เพียงพอ  
8.ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะฝุ่นละอองที่เกาะอยู่จะทำให้แสงสว่างน้อยลงและ อาจทำให้ต้องเปิดไฟหลายดวงเพื่อให้ได้แสงสว่างเท่าเดิม   
9.เมื่อพบว่าหลอดไฟ สายไฟ ชำรุดหรือขาหลอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำควรเปลี่ยนทันทีเพื่อป้องกันอัคคีภัยเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร  
10.รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงสว่างอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์ จัดบอร์ดนิทรรศการ เสียงตามสาย หรือให้ความรู้โดยการจัดอบรม เป็นต้น
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
10101043
จำนวนข้อปฏิบัติที่ทำแล้ว
55522
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
5050505067

จากตัวอย่างข้างต้นจะช่วยให้คณะทำงานมองเห็นโอกาสในการปรับปรุงการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากกิจกรรมที่มีการปฎิบัติงานตามแนวปฏิบัติที่ดฯ น้อยที่สุดร่วมกับสภาพปัญหาและความเร่งด่วนในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน ตลอดจนความพร้อมของการลงทุนในกรณีในกรณีที่ต้องการทำการปรับเปลี่ยนวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งคณะทำงานจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ ปรับปรุงการปฏิบัติงานตามลำดับ

ตารางแสดงการกำหนดเป้าหมายปรับปรุงการปฏิบัติงานตามแนวปฎิบัติที่ดีฯ
แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียน (ตัวอย่าง)กิจกรรมที่
12345
การใช้พลังงานไฟฟ้า
หมวดไฟฟ้าแสงสว่าง

1. กำหนดช่วงเวลาการเปิดปิดไฟให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ใช้งาน
2. ใช้อุปกรณ์และหลอดไฟชนิดประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดนีออน) แบบผอมแทนหลอดแบบธรรมดา (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 10) ใช้หลอดคอมแพ็กฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) แทนหลอดไส้ (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 75) ใช้โคมสะท้อนแสงแบบประสิทธิภาพสูง และใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์แทนบัลลาสต์แบบธรรมดา  
3. ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะฝุ่นละอองที่เกาะอยู่จะทำให้แสงสว่างน้อยลงและอาจทำให้ต้องเปิดไฟหลายดวงเพื่อให้ได้แสงสว่าง เท่าเดิม  
4. เมื่อพบว่าหลอดไฟ สายไฟ ชำรุดหรือขาหลอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำควรเปลี่ยนทันทีเพื่อป้องกันอัคคีภัยเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร  
5. รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงสว่างอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์จัดบอร์ดนิทรรศการ เสียงตามสาย หรือให้ความรู้โดยการจัดอบรม เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 5 การจัดทำแผนปฎิบัติงาน

จากการสำรวจตามขั้นตอนที่ 2 3 และ 4 จะทำให้คณะทำงานทราบปัญหาในการปฏิบัติงานของโรงเรียน วิธีการและเป้าหมายในการปรับปรุงการปฏิบัติงานที่ต้องการ จากนั้นคณะทำงานต้องร่วมกันกำหนดและจัดทำแผนปฎบัติงานซึ่งจะประกอบด้วยกิจกรรมที่ต้องการดำเนินงาน ระยะเวลาดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังตัวอย่างตามตารางที่1

ตารางที่ 1 แผนปฏิบัติงานเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า (หมวดไฟฟ้าแสงสว่าง) ของโรงเรียน (ตัวอย่าง)
กิจกรรมระยะเวลาดำเนินการผู้รับผิดชอบ
พ.ค.มิ.ย.ก.ค.ส.ค.ก.ย.
1) การตรวจสอบและซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุด                    นายประดิษฐ์
2) การปรับปรุงอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า                    นายสว่าง
3) การทำความสะอาดหลอดไฟและอุปกรณ์                    นายประหยัด
4) การจัดทำแผนการซ่อมบำรุง                    นายช่อง
5) การบันทึกและจัดเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้า                    -
6)                    นาย....

ขั้นตอนที่ 6 การพัฒนาบุคลากร

การพัฒนาบุคลากรทั้งองค์กรเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานตามแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงเรียนเป็นไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพและต่อเนือง จึงต้องมีการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรที่เป็นแกนนำหลักของโรงเรียนเพื่อสร้างทีมคณะทำงานที่จะทำหน้าที่เป็น วิทยากรขยายผลแนวคิด ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกให้กับเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและนักเรียนทุกคนให้มีเป้าหมายร่วมกันในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานของแนว ปฎิบัติที่ดีฯ เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำในระยะยาว นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นและความสามารถได้อย่างเต็มที่จะช่วยสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์แนวคิดหรือสิ่งใหม่ๆ ที่ดีให้กับองค์กร

การพัฒนาบุคลากรอาจทำได้หลายรูแปบ ทั้งการพูดคุยให้ความรู้ การฝึกอบรม การศึกษาดูงานในสถานประกอบการอื่น การสอดแทรกในเนื้อหาการเรียนการสอน และการใช้สื้อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เช่น สติ๊กเกอร์ โปสเตอร์ แผ่นพับ วารสาร คำขวัญ รวมทั้งการจัดกิจกรรมการประกวดหรือแข่งขันโดยให้รางวัลและเห็นคุณค่าของกลุ่มหรือบุคลที่มีความพยายามในการปฏิบัติงานจนสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 7 การดำเนินงานตามปฎิบัติงาน

ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญของกิจกรรมการผลิตที่สะอาดอีกประการหนึ่ง คือ บุคลากรและนักเรียนทุกคนในโรงเรียนต้องมีส่วนร่วมดำเนินงานตามแผนปฎิบัติงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำและกิจวัตร ประจำวัน โดยผนวกกิจกรรมตามแนวปฎิบัติที่ดีฯ ไว้ในขั้นตอนการปฎิบัติงานและกิจกรรมการเรียนการสอน และอย่าให้สิ้นสุดลงเมื่อได้ดำเนินงานครบกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงานแล้ว เนื่องจากการประหยัดหรือลดการใช้ทรัพยากร การอนุรักษ์พลังงานการลดการเกิดของเสียหรือมลพิษ หรือการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอยู่เสมอ

ขั้นตอนที่ 8 การติดตามและประเมินผล

การติดตามและประเมินผลเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคณะทำงานในการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน รวมทั้งการป้องกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนควบคุมดูแลการปรับปรุงการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้คณะทำงานควรกำหนดระยะเวลาในการติดตามผลการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยการสำรวจความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานตามแนวปฎิบัติที่ดีฯ เพื่อประเมินความสำเร็จของการดำเนินงานเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในขั้นตอนที่ 4 ดังตัวอย่างตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานตามแนวปฏิบัติที่ดีฯ
แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียน (ตัวอย่าง)กิจกรรมที่
12345
การใช้พลังงานไฟฟ้า
หมวดไฟฟ้าแสงสว่าง

1. ปิดไฟในเวลาพักเที่ยงหรือเมื่อเลิกการใช้งานหรือหมดความจำเป็นต้องใช้งาน การปิดสวิตซ์ไฟบ่อยๆ ไม่ทำให้เปลืองไฟฟ้าแต่อย่างใด
2.เปิดม่านหรือหน้าต่างหรือติดตั้งกระเบื้อง โปร่งแสงเพื่อรับแสงสว่างจากธรรมชาติแทน การใช้แงสว่างจากหลอดไฟ
3. กำหนดช่วงเวลาการเปิดปิดไฟให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ใช้งาน
4. จัดระบบสวิตช์ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ปรับเป็นสวิตช์เปิดปิดแบบแยกแถว แยกดวง เป็นต้น  
5. ติดสติ๊กเกอร์บอกตำแหน่งไว้ที่สวิตช์เปิดปิดหลอดไฟเพื่อเปิดใช้งานได้อย่างถูกต้อง  
6. ใช้อุปกรณ์และหลอดไฟชนิดประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (หลอดนีออน) แบบผอมแทนหลอดแบบธรรมดา (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 10) ใช้หลอดคอมแพ็กฟลูออกเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) แทนหลอดไส้ (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 75 ) ใช้โคมสะท้อนแสงแบบประสิทธิภาพสูง และใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์แทนบัลลาสต์แบบธรรมดา  
7. ตรวจวัดความเข้มแสงปีละ 2 ครั้งบริเวณที่ใช้ปฏิบัติงานให้มีความเข้มเหมาะสมตามเกณฑ์ (ค่ามาตรฐานความสว่างในห้องเรียนอยู่ระหว่าง 300- 500 ลักซ์ ) หากมีความสว่างเกินความจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องใช้ไฟแสงสว่างบริเวณนั้น ควรถอดหลอดไฟออกบางหลอด และเพิ่มหลอดไฟในจุดที่แสงสว่างไม่เพียงพอ  
8. ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะฝุ่นละอองที่เกาะอยู่จะทำให้แสงสว่างน้อยลงและอาจทำให้ต้องเปิดไฟหลายดวง เพื่อให้ได้แสงสว่างเท่าเดิม   
9. เมื่อพบว่าหลอดไฟ สายไฟ ชำรุดหรือขาหลอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำควรเปลี่ยนทันทีเพื่อป้องกันอัคคีภัยเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร  
10. รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงสว่างอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่าง ๆเช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์จัดบอร์ดนิทรรศการ เสียงตามสาย หรือให้ความรู้โดยการจัดอบรม เป็นต้น
จำนวนข้อปฎิบัติที่ควรทำ
10101043
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
88822
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
8080805067

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การจัดเก็บข้อมูลเพื่อเป็นตัวชี้วัดการใช้ทรัพยากรและการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น บันทึกปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปริมาณขยะที่แยกได้ สถิติรายได้ที่เกิดขึ้นจากการขายขยะรีไซเคิล ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามแนวปฏิบัติที่ดีฯ รวมทั้ง ยังสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลการปฎิบัติงานให้กับทุกคนในโรงเรียนทราบ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจของเจ้าหน้าที่และพนักงาน ให้ตั้งใจปฏิบัตหน้าที่ตามแผนปฏิบัติงานของแนวปฏิบัติที่ดีฯ ต่อไปสำหรับตัวอย่างของตัวชี้วัดและการจัดเก็บข้อมูลดังแสดงตามตารางที่ 3-6

ตารางที่ 3 ตัวชี้วัดแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียน
ประเภททรัพยากร/ของเสียตัวชี้วัดหน่วยวัด
การใช้ไฟฟ้าปริมาณการใช้ไฟฟ้ากิโลวัตต์ -ชั่วโมง/ตารางเมตร/เดือน
การใช้น้ำปริมาณการใช้น้ำลิตร/คน/วัน
ขยะปริมาณขยะรวม;กิโลกรัม/คน/วัน
สัดส่วนของขยะรีไซเคิลต่อขยะทั้งหมดร้อยละ
อนามัยและความปลอดภัยพาหนะนำโรค เช่น หนู แมลงวัน แมลงสาบพบหรือไม่พบ
ป้ายบอกทางหนีไฟมีหรือไม่มี
ถังดับเพลิงมีหรือไม่มี

 

ตารางที่ 4 การจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดตามแนวปฎิบัติที่ดีฯ ด้านการใช้พลังงาน
เดือน/ปีปริมาณการใช้ (หน่วย/เดือน)ค่าใช้จ่าย (บาท/เดือน)หมายเหตุ
    
    
    

ตารางที่ 5 การจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดตามแนวปฏิบัติที่ดีฯ ด้านการใช้น้ำ
เดือน/ปีปริมาณการใช้ (หน่วย/เดือน)ค่าใช้จ่าย (บาท/เดือน)หมายเหตุ
    
    
    


ตารางที่ 6 การจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดตามแนวปฏิบัติที่ดีฯ ด้านขยะมูลฝอย
วัน/เดือน/ปีปริมาณขยะี่ค่าใช้จ่ายในการกำจัด (บาท)ราคาที่จำหน่วยได้ (บาท)หมายเหตุ
ขยะรีไซเคิล (กก./วัน)ขยะรวม (กก./วัน)
      
      
      

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงาน* ตามแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษสำหรับโรงเรียน

  • ความมุ่งมั่นของผู้บริหาร
  • ความมั่นคงในนโยบาย
  • การได้รับการฝึกอบรมในทุกระดับ
  • ทุกคนมีศรัทธา และเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดอย่างแท้จริง
  • สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม
  • การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับและนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ
  • มีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
  • มีทีมงานที่มีประสิทธิภาพ
  • ดำเนินงานตามแนวทางของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดอย่างต่อเนื่อง

* ปรับปรุงจากเอกสาร คู่มือเทคโนโลยีสะอาดสำหรับประชาชน. สถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย. 2541

แนวทางปฏิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียน

ตารางแสดงการกำหนดเป้าหมายปรับปรุงการปฏิบัติงานตามแนวปฎิบัติที่ดีฯ
แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
การใช้พลังงานไฟฟ้า
หมวดไฟฟ้าแสงสว่าง

1. ปิดไฟในเวลาพักหรือเมื่อเลิกการใช้งานหรือหมดความจำเป็นต้องใช้งาน การปิดสวิตซ์ไฟบ่อยๆ ไม่ทำให้เปลืองไฟฟ้าแต่อย่างใด
2.เปิดม่านหรือหน้าต่างหรือติดตั้งกระเบื้องโปร่งแสงเพื่อรับแสงสว่างจากธรรมชาติแทนการใช้แสง สว่างจากหลอดไฟ
3.กำหนดช่วงเวลาการเปิดปิดไฟให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ใช้งาน 
4.จัดระบบสวิตซ์ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ปรับเป็นสวิตซ์เปิดปิด แบบแยกแถว แยกดวง เป็นต้น  
5.ติดสติ๊กเกอร์บอกตำแหน่งไว้ที่สวิตซ์เปิดปิดหลอดไฟเพื่อปิดใช้งานได้อย่างถูกต้อง  
6.ใช้อุปกรณ์และหลอดไฟชนิดประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดนีออน) แบบผอมแทนหลอดแบบธรรมดา (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 10) ใช้หลอดคอมแพ็ก ฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) แทนหลอดไส้ (ประหยัดไฟฟ้าร้อยละ 75) ใช้โคมสะท้อนแสงแบบประสิทธิภาพสูง และใช้บัลลาสต์ อิเล็กทรอนิกส์แทนบัลลาสต์แบบธรรมดา  
7.ตรวจวัดความเข้มแสงปีละ 2 ครั้งบริเวณที่ใช้ปฏิบัติงานให้มีความเข้มเหมาะสมตามเกณฑ์ (ค่ามาตรฐานความสว่างของร้านค้าอยู่ระหว่าง 300-700 ลักซ์) หากมีความสว่างเกินความจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องใช้ไฟแสงสว่างบริเวณนั้นควรถอดหลอดไฟ ออกบางหลอด และเพิ่มหลอดไฟในจุดที่แสงสว่างไม่เพียงพอ  
8.ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อยปีะละ 2 ครั้ง เพราะฝุ่นละอองที่เกาะอยู่จะทำให้แสงสว่างน้อยลงและอาจทำให้ต้องเปิดไฟหลายดวงเพื่อให้ได้แสง ส่วางเท่าเดิม  
9.เมื่อพบว่าหลอดไฟ สายไฟ ชำรุดหรือขาหลอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำควรเปลี่ยนทันทีเพื่อป้องกันอัคคีภัยเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร  
10.รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงสว่างอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วย วิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์ติดป้ายหรือโปสเตอร์ หรือให้ความรู้โดยการจัดอบรม เป็นต้นิม
จำนวนข้อปฎิบัติที่ควรทำ
10101043
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
หมวดเครื่องปรับอากาศและพัดลมระบายอากาศ
1. ปิดเครื่องปรับอากาศทันที่เมื่อไม่ต้องการใช้งานและเมื่อต้องการเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง ควรรออย่างน้อย 15 นาที
     
2. ปิดเครื่องปรับอากาศทันทีหากไม่อยู่ในห้องนานกว่า 1 ชั่วโมง และปิดก่อนเวลาเลิกงานเนื่องจากยังคงมีความเย็นอยู่จนถึงเวลาเลิกงาน   
3. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่าที่ 25 อาศาเซลเซียส เนื่องจากหากตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นทุก 1 องศาจะประหยัดไฟเพิ่มขึ้นร้อยละ 10    
4. แยกสวิตช์ปิดเปิดเครื่องปรับอากาศและพัดลมระบายอากาศออกจากกัน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศไว้ตลอดเวลาที่ใช้เครื่องปรับอากาศ   
5. เปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาในห้องช่วงที่อากาศไม่ร้อนแทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ จะช่วยลดการใช้พลังงงานไฟฟ้าและเป็นการถ่ายเทอากาศอีกด้วย   
6.ตรวจวัดประสิทธิภาพการไหลเวียนหรือการถ่ายเทของอากาศในห้องปรับอากาศ หากมีการไหลเวียนของอากาศไม่เพียงพอให้แก้ไข โดยติดตั้งพัดลมระบายอากาศ โดยขนาดของพัดลมระบายอากาศต้องมีความเหมาะสมกับขนาดของห้อง   
7. เปิดพัดลมระบายอากาศ 5-10 นาที ทุก 2 ชั่วโมง และเปิดทันทีเมื่อเลิกใช้งาน ไม่เปิดตลอดเวลา   
8. ใช้เทอร์โมสตัดที่มีความเที่ยงตรงในการควบคุมอุณหภูมิ เช่น เทอร์โมสตัตอิเล็กทรอนิกส์แบบตัวเลข   
9. ติดเทอร์โมมิเตอร์ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ เพื่อบอกอุณหภูมิและเป็นแนวทางในการปรับเทอร์โมสตัตแบบธรรมดา   
10. ไม่นำต้นไม้มาปลูกในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะต้นไม้จะคายไอน้ำทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น   
11. ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปล่อยความร้อน เช่น กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น ออกไว้นอกห้องปรับอากาศ โดยเฉพาะเครื่องถ่ายเอกสารนอกจากจะปล่อยความร้อนออกสู่ห้องปรับอากาศทำให้สิ้นเปลืองไฟฟ้าแล้ว ผงหมึกจากเครื่องจะฟุ้งกระจายอยู่ในห้อง เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงานบริเวณนั้น   
12. ติดตั้งแผงระบายความร้อนหรือชุดคอนเดนซิ่ง ซึ่งอยู่นอกห้องปรับอากาศ ให้อยู่ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร และทำความสะอาดอย่างน้อยทุก 3 เดือน หากอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นมาก เช่น ใกล้ถนน ควรพิจารณาทำความสะอาดเดือนละ 1 ครั้ง เพราะฝุ่นที่สะสมอยู่จนสกปรกจะกลายเป็นฉนวนกั้นทำให้ความร้อนระบายไม่สะดวก  
13. ตรวจสอบไม่ให้มีวัสดุปิดขวางทางลมที่ใช้ระบายความร้อนทั้งชุดคอยล์เย็นและชุดคอนเดนซิ่ง   
14.ตรวจสอบและอุดรอยรั่วที่ผนัง ฝ้าเพดาน ประตูช่องแสง เพื่อป้องกันความเย็นรั่วไหลจากห้องปรับอากาศ   
15. ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศอยู่เสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ร้อยละ 5-7   
16. กำหนดตารางการดูแลรักษา ซ่อมบำรุง และมีคู่มือปฏิบัติงาน   
17. รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างจริงจัง และต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์ จัดบอร์ดนิทรรศการ เสียงตามสาย หรือให้ความรู้โดยการจัดอบรม เป็นต้น  
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
1717-2-
จำนวนข้อปฏิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
หมวดอุปกรณ์สำนักงาน
1. ปิดจอภาพคอมพิวเตอร์เมื่อไม่มีการใช้งานนานเกินกว่า 15 นาที หรือตั้งโปรแกรมพักหน้าจอ
     
2. ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์เมื่อไม่มีการใช้งานติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมง และปิดเครื่องทุกครั้งหลังเลิกการใช้งานพร้อมทั้งถอดปลั๊กออก   
3. เลือกใช้คอมพิวเตอร์ที่มีระบบประหยัดพลังงาน เพราะใช้กำลังไฟฟ้าลดลงร้อยละ 55 ในขณะที่รอทำงาน และควรใช้จอภาพขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป เช่น จอภาพขนาด 14 นิ้ว จะใช้พลังงานน้อยกว่าจอภาพขนาด 17 นิ้ว ถึงร้อยละ 25    
4. ตรวจแก้ไขเอกสารบนจอภาพแทนการตรวจแก้ไขบนเอกสารที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์จะช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน กระดาษ หมึกพิมพ์ และการสึกหรอของเครื่องพิมพ์ได้มาก   
5. ติดตั้งเครือข่ายเชื่อมโยงการทำงานของเครื่องพิมพ์เพื่อใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน จะช่วยลดความสิ้นเปลืองทั้งด้านพลังงานและการซ่อมบำรุง   
6.ถ่ายเอกสารแบบสองหน้าเพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษ    
7. ปิดเครื่องถ่ายเอกสารทุกครั้งหลังเลิกงานพร้อมถอดปลั๊กออก    
8. ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในสำนักงาน รวมทั้งพัดลมและเครื่องทำน้ำเย็นในห้องเรียน เมื่อเลิกใช้งานหรือเมื่อไม่มีความต้องการใช้งาน นานกว่า 1 ชั่วโมง    
9.ปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อประหยัดพลังงานและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์   
10. มีแผนการตรวจเช็คและทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดทุกชนิดเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   
11. รณรงค์การประหยัดพลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์สำนักงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์ จัดบอร์ดนิทรรศการ เสียงตามสาย หรือให้ความรู้โดยการจัดอบรม เป็นต้น   
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
118---
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
หมวดตู้เย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
1.ตั้งตู้เย็นไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวกและอยู่ห่างจากฝาฝนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดี สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ร้อยละ 39
   
2.ตั้งสวิตช์ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับประเภทอาหาร คือ 3-6 องศาเซลเซียสสำหรับช่องธรรมดาและลบ 8- ลบ 15 องศาเซลเซียสสำหรับช่องแช่แข็ง หากตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำกว่าที่กำหนดนี้ 1 องศาเซลเซียส จะสิ้นเปลืองไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 25    
3.เก็บอาหารเป็นสัดส่วนไม่ปนกัน สิ่งที่หยิบบ่อยๆ ควรไว้ด้านนอกหรือบนสุด เพื่อหยิบใช้ได้สะดวกช่วยลดการรั่วไหลของความเย็นออกจากตู้ทำให้ประหยัดไฟฟ้า   
4.ไม่ควรเก็บอาหารในตู้เย็นมากเกินไป และเก็บอาหารโดยจัดให้มีช่องว่างเพื่อให้อากาศภายในตู้ไหลเวียนอย่างทั่วถึง   
5.ไม่นำของร้อนหรือยังอุ่นอยู่แช่ในตู้เย็นเพราะจะทำให้ตู้เย็นสูญเสียความเย็นและมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ต้องเริ่มผลิตความเย็นใหม่ทำให้สิ้นเปลืองไฟฟ้า   
6.ไม่เปิดตู้เย็นบ่อยหรือเปิดไว้นานๆ จะทำให้อากาศเย็นไหลออกและสิ้นเปลืองไฟฟ้า    
7.ละลายน้ำแข็งในช่องแช่แข็งอย่างน้อยทุก 1 เดือน เมื่อใช้ตู้เย็นชนิดไม่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ   
8.ทำความสะอาดแผงระบายความร้อนที่อยู่ด้านหลังของตู้เย็นให้สะอาดอยู่เสมอโดยการใช้ผ้าหรือ แปรงเช็ดฝุ่นเพื่อการระบายความร้อนที่ดี   
9.ตรวจสอบขอบยางประตูตู้เย็นให้ปิดสนิทเพื่อป้องกันอากาศเย็นไหลออก โดยเสียกระดาษระหว่างขอบยางและปิดประตูตู้ ถ้าสามารถเลื่อนกระดาษขึ้นลงได้แสดงว่าขอบยางเสื่อมควรเปลี่ยนใหม่เพราะจะเป็นสาเหตุให้คอมเพรสเซอร์ ทำงานมากขึ้น สิ้นเปลืองไฟ   
10.ตรวจสอบสภาพของตู้เย็นว่ามีไอน้ำเกาะบริเวณผนังด้านนอกหรือไม่ หากมีหยดน้ำเกาะแสดงว่าฉนวนเสื่อม   
11.ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดประหยัดพลังงาน
12.ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กาต้มน้ำไฟฟ้าหม้อหุงข้าวไฟฟ้า พัดลด พร้อมถอดปลั๊กออกทันทีเมื่อเลิกใช้งาน 
13.ตรวจสอบการรั่วไหลของไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ หากพบให้รีบปรับปรุงหรือซ่อมแซมทันที    
14.เลือกใช้หม้อหุงข้าวแบบฝาล็อก เนื่องจากเหมาะกับการหุงข้าวในปริมาณมาก ข้าวร้อนอยู่ได้นาน
15.มีแผนการตรวจเช็คและซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเพื่อดูแลรักษาให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
1541543
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
หมวดการหุงต้ม
1. เตรียมเครื่องประกอบอาหารไว้ให้พร้อมก่อนจุดไฟเตา
    
2.ตรวจสอบและปรับส่วนผสมของอากาศและก๊าซหุงต้มให้ถูกต้องจนได้เปลวไฟสีน้ำตาล เพื่อให้ความร้อนสูงสุด ควรตรวจสอบทุก 3 เดือน    
3. ตั้งถังก๊าซไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ถูกแสงแดด และอยู่ห่างจากเตาไม่น้อยกว่า 1-1.5 เมตร    
4. ปิดวาล์วที่หัวเตาและหัวปรับความดันทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน    
5.ใช้ก๊าซหุงต้มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)     
6.ใช้ท่อยางและเหล็กรัดถังก๊าซที่มีคุณภาพ     
7. ใช้น้ำสบู่เช็ดเพื่อตรวจสอบรอยรั่วของข้อต่อและสายยางส่งก๊าซทุกเดือน หากพบว่ามีฟองก๊าซเกิดขึ้นแสดงว่ามีการรั่วไหลให้รีบซ่อมทันทิ    
8. ทำความสะอาดหัวเตาทุกสัปดาห์เพราะเศษอาหารที่อุดตันจะลดประสิทธิภาพเตา    
9.ไม่ใช้โลหะทำความสะอาดรูเตา เพราะจะสึกหรอเร็ว ควรใช้ไม้ทำความสะอาดแทน    
10. ทำความสะอาดภาชนะที่ใช้ประกอบอาหารไม่ให้มีเขม่าเกาะหนา เนื่องจากเขม่าที่จับก้นภาชนะจะกลายเป็นฉนวนกั้นความร้อน    
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
--10--
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
การใช้น้ำ
1. ติดตั้งมิเตอร์น้ำสำหรับบริเวณหรือกิจกรรมที่สำคัญและมีการใช้ปริมาณมาก
   
2. ใช้ระบบถังพักสำรองน้ำ แทนการใช้เครื่องสูบน้ำ โดยตรงจากท่อ   
3. ตรวจสอบถังพักน้ำและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง    
4. ใช้เครื่องสูบน้ำที่มีประสิทธภาพสูงและมีขนาดเหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำของร้านอาหาร    
5. ตรวจสอบสมรรถนะการทำงาน รอยรั่ว และซีลยางของปั๊มน้ำทุก 6 เดือน    
6. ใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น ชักโครกชนิดประหยัดน้ำ หัวก๊อกแบบมีอุปกรณ์เติมอากาศ และก๊าซชนิดยกเปิดกดปิดแทนก๊อกชนิดแบบหมุน 
7. ติดตั้งฝังบัวหรือวาล์วปิดเปิดน้ำที่ปลายสายยาง เพื่อควบคุมการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ 
8. ลดปริมาณการใช้น้ำของซักโครก โดยตั้งค่าลูกลอยให้มีการใช้น้ำไม่เกิน 3.5 ลิตร ต่อการกดชักโครก 1 ครั้ง หรือใช้วัสดุแทนที่ทน้ำซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำ    
9.ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำโดยการปิดก๊อกน้ำทุกตัว และสังเกตการเดินของมาตรวัดน้ำหากพบเห็นการรั่วไหลให้รีบแก้ไขทันที   
10. ตรวจสอบการรั่วไหลของชักโครกโดยการหยดสีลงในถังพักน้ำ หากปรากฎสีที่ทดสอบบริเวณคอห่านแสดงว่ามีการรั่วไหล ให้รีบแก้ไขทันท   
11. สอดส่องดูแลการสูญเสียน้ำ โดยเปล่าประโยชน์ เช่น ปิดก๊อกน้ำให้สนิททุกครั้ง ปิดก๊อกน้ำ หากพบว่ามีผู้ใช้ที่ไม่ปิดหรือปิดไม่สนิท แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับหากพบเห็นการรั่วไหลของน้ำ เช่น ท่อรั่วหรือแตก เป็นต้น
12. ทำความสะอาดบริเวณต่างๆ โดยการปัดกวาดฝุ่นละอองและเศษผงต่างๆ ออกก่อน แล้วจึงใช้น้ำในการทำความสะอาด เพื่อลดปริมาณน้ำที่ใช้และลดการปนเปื้อนของน้ำทิ้ง    
13. รดน้ำต้นไม้ในเวลาเช้าตรู่แทนช่วงกลางวันที่มีแดดจัด และใช้หัวก๊อกฉีดแบบสเปรย์    
14. กำจัดเศษอาหารและไขมันก่อนการล้างภาชนะ   
15. แยกภาชนะที่จะล้าง โดยเริ่มจากการล้างแก้วน้ำดื่มช้อน และเครื่องครัว ตามลำดับ    
16. ล้างภาชนะคราวละมากๆ แต่ไม่ควรปล่อยภาชนะทิ้งไว้นานจนมีคราบสกปรกแห้งติดแน่น    
17. ล้างวัตถุดิบและภาชนะที่ใช้แล้วในอ่างที่บรรจุน้ำแทนการล้างด้วยการเปิดใช้น้ำจากหัวก๊อกโดยตรง   
18. ใช้น้ำยาล้างจานแทนการใช้ผงซักฟอกล้างภาชนะบรรจุอาหาร   
19. ใช้น้ำยาล้างจานในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อลดปริมาณน้ำล้างภาชนะเกินความจำเป็น   
20. ให้ความรู้แก่ผู้ค้าและผู้ปรุงอาหาร ในการล้างวัตถุดิบและภาชนะใช้แล้วอย่างถูกวิธีเพื่อประหยัดน้ำ และป้องกันการสะสมของไขมันในท่อน้ำทิ้ง   
21.ให้ผู้ค้าและผู้ปรุงอาหารที่เข้ามาทำอาหาร จำหน่ายภายในโรงเรียนใช้น้ำอย่างประหยัด   
22. ใช้แก้วรองน้ำเพื่อดื่มน้ำหรือแปรงฟัน แทนการใช้น้ำจากก๊อกน้ำโดยตรง   
23. รินน้ำดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการดื่มในแต่ละครั้งโดยไม่เหลือทิ้ง  
24. เตรียมน้ำดื่มส่วนกลางไว้หลังห้องประชุมหรือโรงอาหาร และให้ผู้เข้าร่วมประชุมรินน้ำดื่มเอง  
25. รณรงค์และฝึกการล้างมือให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด
26. จัดให้มัสบู่เหลวที่ไม่เข้มข้นมาใช้แทนสบู่ก้อนที่อ่างล้างมือเพื่อลดปริมาณน้ำที่ใช้ล้างมือ  
27. จดบันทึกผลการตรวจวัดน้ำและค่าใช้จ่ายเป็นประจำทุกเดือน พร้อมเผยแพร่ให้บุคลากรในองค์กรทราบ
28.สร้างแรงจูงใจให้แก่บุคลากร โดยให้รางวัลกับผู้ที่สามารถประหยัดการใช้น้ำอย่างได้ผล
29. รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดน้ำอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์ประชาสัมพันธ์ ติดป้ายหรือโปสเตอร์ มีเอกสารการอนุรักษ์พลังงานให้ลูกค้าอ่าน หรือให้ความรู้ในการจัดอบรมพนักงาน เป็นต้น
หมวดการจัดการน้ำเสีย
30. ติดตั้งถังดักไขมันที่มีประสิทธิภาพสำหรับห้องครัวหรือห้องอาหาร
    
32. จัดทำรางระบายน้ำเสียโดยเฉพาะจากห้องครัวและบริเวณที่ล้างภาชนะเพื่อระบายลงบ่อดักไขมัน    
33. ตักไขมันในถังดักไขมันไปกำจัดอย่างเหมาะสมทุกสัปดาห์    
34. จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพและนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์    
35. หมุนเวียนน้ำใช้แล้วนำมารดน้ำต้นไม   
36. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำจุลินทรีย์สร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติแทนสารเคมีเป็นอันตราย เป็นต้น
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
1811271317
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
การจัดการมูลฝอยและสิ่งปฎิกูล
1. ใช้วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ เท่าที่จำเป็นและปยัด โดยมีการสำรวจและวางแผนการใช้ล่วงหน้า
2. ไม่เลือกซื้อหรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยากใช้วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และใช้ได้หลายครั้งแทนการใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น ใช้กระดาษจดรายการอาหารทั้ง 2 หน้า ใช้กระดาษจดรายการอาหารทั้ง 2 หน้า ใช้ปากกาหมึกซึมแทนปากกาลูกลื่น นำถังเปล่าน้ำมันพืชไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น
3. ใช้วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และใช้ได้หลายครั้งแทนการใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น ปากกกาหมึกซึมแทนปากกาลูกลื่น คลิบหนีบกระดาษแทนการเย็บด้วยลวด เป็นต้น  
4. ใช้สินค้าชนิดเติม (refill) หรือสินค้าที่จัดซื้อครั้งละจำนวนมาก เพื่อลดขยะบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะบรรจุ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
5. ให้นักเรียนและบุคลากรใช้กระดาษอย่างมีประสิทธิภาพ คือใช้ทุกแผ่นและทุกหน้า   
6.แยกกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วทั้งสองหน้าออกจากขยะประเภทอื่นเพื่อนำไปรีไซเคิล  
7.ใช้ซองซ้ำในการส่งเอกสาร 
8. ลดขั้นตอนการทำงานที่ใช้เอกสาร ส่งเสริมให้มีการใช้จดหมายเวียนภายในแทนการถ่ายเอกสารส่งถึงผู้เกี่ยวข้องทุกคน 
9. ให้กิจกรรมการเรียนการสอนเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะน้อยที่สุด    
10. กำหนดปริมาณสารเคมีที่จะใช้ประกอบการเรียนการสอนทั้งการทดลองวิทยาศาสตร์ งานช่าง หรืองานเกษตรอย่างเหมาะสมเพื่อลดปริมาณการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อม    
11. ให้ความรู้แก่ผู้ค้าเรื่องการลดประเภทถุงพลาสติกและขยะบรรจุภัณฑ์อื่นๆ โดยใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าในการจ่ายตลาด  
12. ให้นักเรียนมีภาชนะเป็นของตนเองในการรับประทานอาหารหรือซื้อน้ำดื่ม    
13.ให้ความรู้กับนักเรียนเรื่องการใช้วัสดุต่างๆ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดไม่ให้เหลือทิ้งเป็นขยะออกสู่สิ่งแวดล้อม เช่น การนำกลับมาใช้ใหม่การนำของที่เหลือทิ้งไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่เหมาะสม    
14 .ขยะประเภทเศษอาหาร ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย เช่น หลอดไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ กระป๋องสเปรย์ ยารักษาโรคที่หมดอายุ ขยะบรรจุภัณฑ์สารเคมีในโรงฝึกงานบรรจุภัณฑ์สารเคมีเพื่อการทำความสะอาดและขยะจากการซ่อมบำรุง เช่น เศษตะปู เศษเหล็ก อลูมิเนียม น้ำมันเครื่อง และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ไม่ใด้ใช้แล้ว ให้แยกเก็บใส่ถุงหรือภาชนะที่มิดชิดเพื่อนำไปกำจัดและนำไปรีไซเคิล
15.นำเศษอาหารประเภทผักและผลไม้สด เศษใบไม้หญ้าไปทำปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยหมักสำหรับต้นไม้ โดยใช้จุลินทรีย์เร่ง    
16.จดบันทึกข้อมูลปริมาณขยะแต่ละประเภทค่าใช้จ่ายในการกำจัด ราคาขยะรีไซเคิลที่ขายได้เป็นประจำทุกครั้ง 
17.นำขยะไปทิ้งอย่างถูกต้องตามวิธีกำจัดขยะแต่ละประเภทและมีถังขยะสำหรับสับเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ตลอดเวลา
18. รณรงค์สร้างจิตสำนึกในการจัดการขยะอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์หรือป้ายประชาสัมพันธ์แก่ลูกค้า และส่งเสริมให้พนักงานเข้ารับการอบรม เป็นต้น
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
131710108
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

 

แนวปฎิบัติที่ดีด้านการป้องกันและลดมลพิษ สำหรับโรงเรียนกิจกรรมที่
12345
การจัดการด้านอนามัยและความปลอดภัย
1. ผู้ปรุง ผู้เตรียมอาหาร ผู้ล้างภาชนะ หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหารทุกคนแต่งกายสะอาดสวมเสื้อมีแขน ผูกผ้ากันเปื้อน สวมหมวกหรือเน็ตคลุมผม
    
2. เจ้าหน้าที่แผนกโรงอาหารต้องประกอบ ปรุง และบรรจุอาหารตามวิธีปฎิบัติเรื่องสุขาภิบาลอาหาร    
3. ใช้สารปรุงรสอาหารที่มีความปลอดภัยและได้รับการรับรองจากหน่วยงานเกี่ยวข้องเช่นสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)    
4. ภาชนะใส่เครื่องปรุงรสมีฝาปิดป้องกันแมลงและการปนเปื้อนของเชื้อโรค    
5. นำอาหารที่ปรุงสำเร็จและเก็บใส่ภาชนะที่สะอาดมีฝาปิดมิดชิดและวางสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร    
6. เจ้าหน้าที่แผนกโรงอาหารต้องบริการจ่ายอาหารตามวิธีปฏิบัติเรื่องสุขาภิบาลส่วนบุคคล    
7. เจ้าหน้าที่แผนกโรงอาหารเก็บรวบรวมทำความสะอาดตามวิธีปฏิบัติเรื่องสุขาภิบาลอาคารสถานที่ ประกอบอาหาร    
8. จัดสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ภายในครัวให้สะอาดเป็นระเบียบ เพื่อความสะอาดในการใช้งานและป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งพาหนะโรค     
9. เก็บซ้อน ส้อม ตะเกียบที่ล้างสะอาดแล้ว ต้องเก็บวางในลักษณะที่เป็นด้ามจับไว้ด้านบนในภาชนะโปร่งสะอาด เก็บวางให้เป็นระเรียบโดยการวางเรียงไว้ในทางเดียวกัน และหยิบจับเฉพาะด้ามเท่านั้น    
10. ดูแลรักษาเขียงและมีดให้สะอาดและอยู่ในสภาพดีแยกใช้ระหว่างเนื้อสัตว์สุก เนื้อสัตว์ดิบ และผักผลไม้ โดยล้างให้สะอาดทั้ก่อนและหลังการใช้งานและผึ่งให้แห้งในที่โปร่งโดยวางให้ได้รับแสงแดด    
11. หมั่นทำความสะอาดใบพัดพัดลมเพื่อป้องกันฝุ่นผงปลิวลงสู่อาหาร   
12. ติดตั้งปล่องระบายอากาศบริเวณหัวเตาที่ประกอบอาหารเพื่อการระบายควันที่สะสมในห้องครัวและ หากอากาศยังถ่ายเทไม่สะดวกควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศควบคู่ไปด้วย   
13.ทำความสะอาดก๊อกน้ำดื่ม บริเวณจุดน้ำดื่มและตู้เย็นเป็นประจำ   
14. ทำความสะอาดและเปลี่ยนไส้กรองน้ำตามระยะเวลาที่กำหนด    
15. จัดทำอ่างล้างจานที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร สำหรับผู้ที่เข้ามาจำหน่ายอาหารในโรงเรียน   
16. กำจัดขยะเศษอาหารต่างๆ ไม่ให้เหลือข้ามวัน    
17. ปิดถังขยะให้มิดชิด
18.ล้างถังขยะหลังจากนำขยะออกไปทิ้งในแต่ละวันตากแดดให้แห้ง และนำกลับมาใช้ใหม่    
19. รักษาความสะอาดห้องน้ำและห้องส้วมให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ    
20. มีอ่างล้างมือที่ใช้การได้ดี และบริเวณห้องน้ำ ห้องส้วมมีสบู่เหลวใช้ตลอดเวลา 
21. ใช้วัสดุปรับกลิ่นห้องน้ำที่ไม่เป็นสารเคมีอันตราย เช่น การบูรแทนสารเคมีกลิ่น เป็นต้น    
22. ตรวจสอบสภาพและประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องใช้ทุกอย่างให้อยู่ในสภาพดี ใช้การได้ไม่เกิดอันตราย    
23. ตรวจสอบสายไฟเป็นประจำและเปลี่ยนสายไฟที่เก่าและชำรุดทันที    
24. รักษาพื้นสนาม พื้นซีเมนต์ และพื้นทางเดินให้แหงสะอาดอยู่เสมอ ไม่ให้มีจุดสะดุดต่างๆ หรือวัสดุกีดขวางที่อาจก่อให้เกิดอันตราย  
25. ทำความสะอาดพื้นซีเมนต์บริเวณที่ล้างจานและที่ขายอาหารอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการจับของคราบไขมัน และตะไคร่น้ำ เพื่อป้องกันอันตรายจากพื้นลื่นย    
26. ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงและสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินทุกอาคารและทุกชั้น
27. มีการซ้อมอพยพหนีภัยอย่างสม่ำเสมอ
28.จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะวัสดุที่อาจเป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุไวไฟไว้ในที่ปลอดภัย เช่น กระดาษ กล่อง น้ำมัน ทินเนอร์ เป็นต้น
29. จัดให้มีคู่มือหรือเอกสารแสดงขั้นตอนการจัดการอุบัติภัยและเหตุฉุกเฉินไว้ในบริเวณสำคัญ เช่น แผงระบบไฟฟ้ารวม จุดรวมก๊าซหุงต้ม เป็นต้น เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถรักษาความปลอดภัยในระบบต่างๆ  
30. จัดให้มีคู่มือหรือเอกสารแสดงขั้นตอนการจัดการอุบัติภัยและเหตุฉุกเฉินไว้ในบริเวณสำคัญ เช่น แผงระบบไฟฟ้ารวม จุดรวมก๊าซหุงต้ม เป็นต้น เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถรักษาความปลอดภัยในระบบต่างๆ    
31.จรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านอนามัยและความปลอดภัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ติดสติ๊กเกอร์หรือป้ายประชาสัมพันธ์แก่ลูกค้า และส่งเสริมให้พนักงานเข้ารับการอบรม เป็นต้น
จำนวนข้อปฏิบัติที่ควรทำ
77231015
จำนวนข้อปฎิบัติที่ทำแล้ว
     
จำนวนที่ทำแล้วคิดเป็นร้อยละ
     

สำนักจัดการคุณภาพน้ำ
โทรศัพท์ 0 2298 2258 โทรสาร 0 2298 2202
E-mail : anuphan(dot)i(at)pcd(dot)go(dot)th




กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม